ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาบิตคอยน์(BTC) แกว่งตัวในกรอบแคบและพยายาม ‘ทะลุขึ้น’ หลายรอบแต่ถูกแรงขายกดไว้ทุกครั้ง ทั้งแม้ว่า ‘เงินเฟ้อสหรัฐชะลอ’ ผ่านตัวเลข CPI เดือน 1 และข่าวใหญ่ที่ ไบแนนซ์(Binance) เพิ่งปิดดีลซื้อบิตคอยน์มูลค่า 10억 달러 (ประมาณ 1.44 หมื่นล้านบาท) เสร็จสิ้น แต่บิตคอยน์ก็ยังคงอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดไตรมาส 4 ปี 2025 อย่างเห็นได้ชัด
ในช่วงนี้ บิตคอยน์ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในช่วง 66,000~72,000 ดอลลาร์ (ราว 9.53–10.39 ล้านบาท) ส่วนอัล트คอยน์ตัวใหญ่ ๆ ก็ยังไม่สามารถสร้าง ‘แนวโน้มชัดเจน’ ได้ โดยตลาดกลายเป็นลักษณะเก็งกำไรแบบรายเหรียญชัดเจน บางเหรียญพุ่งขึ้นเกือบ 10% ขณะที่บางเหรียญรูดลงเป็นตัวเลขสองหลัก สะท้อนความผันผวนที่ยิ่งทวีคูณใน ‘อัล트ซีซัน’ แบบกระจายตัว
‘คำ’2월 초 급락 이후 V자 반등…แต่บิตคอยน์ยังติดกรอบไซด์เวย์
ย้อนดูการปรับฐานครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ บิตคอยน์ร่วงลงแตะ 60,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 8.66 ล้านบาท) ต่ำสุดรอบกว่า 1 ปี ขณะที่อัล트คอยน์หลายตัวทรุดทีเดียว 20–30% ในวันเดียว ทำจุดต่ำสุดระยะสั้นใหม่พร้อมกันทั้งกระดาน ภาพรวมจึงถูกมองว่าเป็นการ ‘ระบายความร้อน’ ของตลาดและการล้างเลเวอเรจครั้งใหญ่
อย่างไรก็ดี วันเดียวกันนั้นเอง แรงซื้อกลับเข้ามาอย่างดุดัน บิตคอยน์ดีดกลับกว่า 12,000 ดอลลาร์ ขึ้นสู่ราว 72,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 10.39 ล้านบาท) เกิดเป็น ‘V-Shape Rebound’ ที่จัดว่าน่าจับตาที่สุดครั้งหนึ่งในรอบสั้น ๆ แต่โมเมนตัมนี้ไปต่อไม่ได้ ไม่นานเทรนด์อ่อนตัวก็กลับมาอีกครั้ง ช่วงสุดสัปดาห์บิตคอยน์ถอยลงมาบริเวณ 68,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 9.82 ล้านบาท)
ต่อจากนั้นหลายวัน ราคาแกว่งตัวแถวโซน 68,000–72,000 ดอลลาร์ ความพยายาม ‘เบรกกรอบบน’ ถูกแรงขายตอบโต้ซ้ำ ๆ และเมื่อแรงขายเริ่มเหนือกว่า ตลาดก็เห็นคลื่นลงรอบใหม่ วันพุธบิตคอยน์อ่อนตัวลงถึง 66,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 9.53 ล้านบาท) และวันพฤหัสลงต่อแตะ 65,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 9.39 ล้านบาท)
‘คำ’เงินเฟ้อชะลอไม่ช่วยดัน BTC มากนัก
ฝั่งปัจจัยมหภาค ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สหรัฐ เดือนมกราคม เป็นจุดโฟกัสหลัก เมื่อวันก่อนหน้ารายงานระบุว่า CPI ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด แสดงสัญญาณ ‘เงินเฟ้อชะลอ’ ชัดขึ้น ทำให้บิตคอยน์ดีดแรงถึง 67,600 ดอลลาร์ (ประมาณ 9.75 ล้านบาท) ตามมุมมองว่า หากเงินเฟ้อเย็นลง เฟดอาจลดความเข้มงวดในการคุมเข้มนโยบาย ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าเป็นบวกต่อ ‘สินทรัพย์เสี่ยง’
แต่รอบนี้แรงซื้อก็ไม่ยั่งยืนเช่นกัน เมื่อราคาเข้าใกล้แนวต้าน แรงขายกลับพรั่งพรู บิตคอยน์ไหลลงมายืนบริเวณต้นช่วง 66,000 ดอลลาร์อีกครั้ง เท่ากับว่าราคากลับมาจุดใกล้เคียงสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ฝั่งอัล트คอยน์ขนาดใหญ่หลายเหรียญกลับแกว่งรุนแรงกว่าบิตคอยน์อย่างมีนัย
ข้อมูลตลาดล่าสุดชี้ว่า มูลค่ารวมตลาดคริปโตอยู่ที่ราว 2.37 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,425 ล้านล้านบาท) มูลค่าซื้อขาย 24 ชั่วโมงราว 110,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 158.8 ล้านล้านบาท) ส่วน ‘โดมีแนนซ์บิตคอยน์’ อยู่ที่ 56.7% แสดงว่าบิตคอยน์ยังเป็นแกนหลักของตลาด แต่การหมุนเวียนเม็ดเงินฝั่งอัล트คอยน์ก็ยังคึกคัก
‘คำ’อัล트คอยน์เริ่มแยกทาง BCH·XMR·HBAR ดีดขึ้น XRP·SOL·BNB อ่อนแรง
ฝั่งอัล트คอยน์ ภาพชัดเจนที่สุดคือ “ผลตอบแทนแต่ละเหรียญแตกต่างกันสุดขั้ว” เหรียญอย่าง ริปเปิล(XRP), ไบแนนซ์คอยน์(BNB), โซลานา(SOL), HYPE เผชิญแรงขายต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ ยิ่งเหรียญไหนดีดกลับไม่ดีในรอบร่วงก่อนหน้านี้ ยิ่งถูกเทขายลงแรงในรอบล่าสุด
ในทางกลับกัน บิตคอยน์แคช(BCH), โม네โร(XMR), เฮเดรา(HBAR) กลับทะยานขึ้นราว 9.5% แสดงให้เห็น ‘ความแข็งแรงเชิงเปรียบเทียบ’ อย่างชัดเจน ขณะที่ราคาบิตคอยน์เองแทบไม่ไปไหน ทำให้เม็ดเงินเก็งกำไรระยะสั้นไหลเข้าหาอัล트บางตัวแทน ขึ้นอยู่กับ ‘สตอรี่รายเหรียญ’ และสภาพคล่อง ส่งผลให้ผลตอบแทนเหรียญต่าง ๆ แยกทางสุดขอบแบบที่เรียกว่า ‘อัล트 장세’ เต็มรูปแบบ
ราคาปิดของเหรียญหลัก ๆ ช่วงปลายสัปดาห์ บิตคอยน์อยู่ที่ 67,200 ดอลลาร์ (ประมาณ 9.64 ล้านบาท, -0.06%) อีเธอเรียม(ETH) 1,970 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.85 แสนบาท, +1%) ขณะที่ ริปเปิล ปิดที่ 1.38 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,990 บาท, -3.7%)
‘คำ’ไบแนนซ์ปิดดีลแปลง SAFU 10억 달러เป็น BTC ทั้งกอง
ข่าวที่สะดุดตาสุดด้าน ‘อุปทาน-อุปสงค์’ ของบิตคอยน์ คือการที่ ไบแนนซ์ ประกาศแปลงกองทุน SAFU (Secure Asset Fund for Users) ทั้งหมดให้เป็นบิตคอยน์เรียบร้อยแล้ว วงเงินรวมราว 10억 달러 หรือประมาณ 1.44 หมื่นล้านบาท ซึ่งในกระบวนการนี้คาดว่าไบแนนซ์ได้ทยอยสะสมราว 15,000 BTC ภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์
การที่กระดานเทรดขนาดใหญ่อย่างไบแนนซ์หันมาถือ ‘บิตคอยน์’ เป็นแกนหลักของสินทรัพย์ในกองทุนคุ้มครองผู้ใช้ ถูกตีความได้ว่า พวกเขาเห็นบิตคอยน์เป็น ‘หลักประกัน’ และ ‘ทุนสำรอง’ ที่เชื่อถือได้ที่สุด ระยะสั้นดีลนี้เสริมแรงฝั่งซื้อด้านซัพพลาย แต่หลายฝ่ายมองว่าตลาดได้ ‘รับรู้ล่วงหน้า’ ไปแล้วส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของ ‘ความต้องการซื้อในตลาดจริง (현물 수요)’ ลักษณะนี้ ยังถือเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นและช่วยพยุงราคาบิตคอยน์ในกรอบกลาง–ยาว
‘คำ’บล็ค록ลุยโทเคนไนซ์·กองทุนบนเชนเข้า Uniswap ดัน UNI พุ่ง 40%
ในฝั่งดิไฟ(DeFi) มีการเคลื่อนไหวสำคัญเมื่อ บล็ค록(BlackRock) นำกองทุนโทเคนไนซ์บนเชนของตน เข้าจดทะเบียนบน ยูนิสวอป(Uniswap) กระดานเทรดแบบไร้ศูนย์กลาง(DEX) รายใหญ่ โดยยูนิสวอปร่วมมือกับแพลตฟอร์มโทเคนไนซ์สินทรัพย์อย่าง ‘ซิเคียวริไทซ์(Securitize)’ เปิดให้ซื้อขายกองทุน ‘USD Institutional Digital Liquidity Fund (BUIDL)’ ผ่านโปรโตคอล UniswapX
แปลว่า ‘กองทุนดิจิทัลที่ออกโดยยักษ์ใหญ่การเงินแบบดั้งเดิม’ สามารถถูกซื้อขายบน DEX ที่ใช้เครือข่ายอีเธอเรียมได้โดยตรง การประกาศดีลดังกล่าวทำให้โทเคนยูนิสวอป(UNI) ซึ่งเป็นโทเคนกำกับดูแล (Governance Token) ทะยานขึ้นถึงราว 40% ภายในไม่กี่นาที จากกระแสเก็งกำไรและความคาดหวังโอกาสใหม่ ๆ “ความคิดเห็น” การที่ทุนสถาบันเริ่มเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานบนเชนผ่าน ‘การโทเคนไนซ์สินทรัพย์’ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ DeFi ในระยะยาว เพราะช่วยเชื่อมโลกการเงินดั้งเดิมเข้ากับ on-chain อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
‘คำ’ดีเบตดอกเบี้ยสเตเบิลคอยน์ยังไม่จบ ฝั่งทำเนียบขาวคุยกันต่อแต่ไร้ข้อสรุป
ด้านกำกับดูแล การถกเถียงเรื่อง “ดอกเบี้ยสำหรับสเตเบิลคอยน์” กลับมาร้อนแรง อีกครั้ง ก่อนเส้นตายกำหนดนโยบายวันที่ 1 มีนาคม ทำเนียบขาว หน่วยงานกำกับการเงิน ธนาคารพาณิชย์ และผู้เล่นคริปโต จึงต้องมานั่งโต๊ะเจรจาอีกรอบ แต่ก็ยังออกจากห้องด้วยสถานะ “ไร้ดีล”
กลุ่มธนาคารยืนยันหนักแน่นว่าการจ่ายผลตอบแทนจากการฝากสเตเบิลคอยน์อาจถือเป็น ‘รับฝากเงินโดยไม่มีใบอนุญาต’ หรือเข้าข่าย ‘ผลิตภัณฑ์ลักษณะหลักทรัพย์’ จึงควรถูกควบคุมเข้ม ขณะที่ฝั่งคริปโตตอบโต้ว่า ดอกเบี้ยในโลก on-chain นั้นเป็น ‘ผลลัพธ์ตามโครงสร้างโปรโตคอล’ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์การเงินแบบเดิม จึงไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติ
แม้ที่ประชุมจะอธิบายว่าการพูดคุยครั้งนี้ ‘มีความก้าวหน้า’ แต่เพราะยังไร้ทางออกร่วมกัน ความไม่แน่นอนด้านกฎเกณฑ์จึงยังคงกดดันตลาดสเตเบิลคอยน์และโปรดักต์ DeFi ที่มีคำว่า ‘yield’ ติดอยู่ไปอีกพักใหญ่
‘คำ’โรบินฮู้ดเปิดทดสอบ ‘Robinhood Chain’ เลเยอร์2 บนอีเธอเรียม
ด้านโครงสร้างพื้นฐาน on-chain โรบินฮู้ด(Robinhood) แอปลงทุนชื่อดังของสหรัฐ เปิดตัวเครือข่ายเลเยอร์2 บนอีเธอเรียมภายใต้ชื่อ ‘โรบินฮู้ด 체인(Robinhood Chain)’ เวอร์ชัน Public Testnet อย่างเป็นทางการ โดยใช้เทคโนโลยีจาก อาร์บิ트럼(Arbitrum) เป็นฐาน และตั้งเป้าเร่ง ‘การโทเคนไนซ์สินทรัพย์จริง (RWA)’ ทั้งหุ้น พันธบัตร และทรัพย์สินอื่น ๆ
เดิมโรบินฮู้ดเป็นเพียง ‘ประตูเข้า’ ให้ผู้ใช้ซื้อขายบิตคอยน์และอีเธอเรียมแบบศูนย์รวม แต่ด้วยการเปิดตัว Robinhood Chain บริษัทกำลังก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน on-chain เต็มตัว ในอนาคต ผู้ใช้อาจซื้อขายโทเคนที่แทนหุ้น พันธบัตร หรือสินทรัพย์จริงอื่น ๆ ได้ด้วยค่าธรรมเนียมต่ำและความเร็วสูงกว่าเดิม “ความคิดเห็น” ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนภาพใหญ่ของกระแส ‘โทเคนไนซ์สินทรัพย์โลกจริง’ ที่กำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของแพลตฟอร์มการลงทุนรายใหญ่
‘คำ’เหมืองขาย BTC กว่า 305 ล้านดอลลาร์·ความยากลดแรง สัญญาณคัดตัวผู้เล่น
ฝั่งฝั่งซัพพลายจากเครือข่ายเอง ผู้ขุดบิตคอยน์กำลังเผชิญสภาพแวดล้อมที่ไม่ง่ายนัก ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สภาพอากาศเลวร้ายในบางภูมิภาคและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น บีบให้มาร์จิ้นการขุดหดตัวแรง จนผู้ประกอบการเหมืองรายใหญ่หลายแห่งต้องนำ BTC ในคลังออกมาขายเพื่อนำเงินสดไปประคองธุรกิจ
หนึ่งในนั้นคือผู้ขุดรายใหญ่ 캉고(Cango) ที่เปิดเผยว่าในช่วงสัปดาห์ล่าสุด ได้เทขายบิตคอยน์รวมมูลค่าประมาณ 305 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.40 หมื่นล้านบาท) พร้อมกันนี้ ‘ความยากในการขุด (Mining Difficulty)’ ของเครือข่ายก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหมายถึง ‘แรงขุด (Hashrate)’ บางส่วนหายไปจากระบบ
ผลกระทบระยะสั้นอาจกดดันราคา จากทั้งแรงขายของนักขุดและสมดุลเครือข่ายที่ผันผวน แต่ในมุมมองระยะยาว หลายฝ่ายมองว่านี่คือ ‘กระบวนการฟอกระบบ’ ที่บีบให้ผู้เล่นที่ไม่มีประสิทธิภาพต้องถอยออก เหลือเฉพาะผู้ขุดที่ต้นทุนต่ำและบริหารจัดการได้ดี ทำให้โครงสร้างโดยรวมของเครือข่ายแข็งแรงขึ้น
‘คำ’โรเบิร์ต คิโย사киย้ำ “ถ้าเลือกได้เหรียญเดียว ขอถือ BTC แทนทอง”
ในเชิงจิตวิทยาตลาด โรเบิร์ต คิโย사키(Robert Kiyosaki) ผู้เขียนหนังสือ ‘พ่อรวยสอนลูก (Rich Dad Poor Dad)’ ออกมาแสดงจุดยืนหนุนบิตคอยน์อีกครั้ง แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยถูกชุมชนคริปโตวิจารณ์จากบางถ้อยคำ แต่ล่าสุดเขายังย้ำว่าบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ลงทุนที่น่าสนใจกว่าทองคำ
คิโย사กิมองว่า ‘พอร์ตในฝัน’ คือการถือทั้งทองและบิตคอยน์ แต่หากจำเป็นต้องเลือกเพียงหนึ่ง เขาจะเลือก “บิตคอยน์ที่มีเพดานจำนวนชัดเจน” เขาให้เหตุผลว่า บิตคอยน์มีข้อจำกัดปริมาณสูงสุดที่ 21 ล้านเหรียญ ส่วนทองคำยังสามารถถูกค้นพบและขุดเพิ่มได้ตามเทคโนโลยีและการสำรวจที่พัฒนา “ความคิดเห็น” มุมมองนี้ช่วยหนุนให้แนวคิด ‘บิตคอยน์ = ทองคำดิจิทัล’ กลับมาโดดเด่นในตลาดอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนที่กังวลเรื่องเงินเฟ้อและการพิมพ์เงิน
‘คำ’มุมมองเทคนิคอัล트คอยน์หลัก: ยังเป็นภาพ ‘ผสม’ รอ BTC ทะลุกกรอบ
ด้านวิเคราะห์เทคนิค เหรียญอย่าง อีเธอเรียม, ริปเปิล, เอ이다(ADA), ไบแนนซ์คอยน์ และไฮเปอร์ลิควิด(Hyperliquid) ถูกจับตาเป็นพิเศษ ภาพรวมสะท้อนว่า ในขณะที่บิตคอยน์ยังเคลื่อนไหวในกรอบเดิม อัล트คอยน์แต่ละเหรียญกำลังเทสต์โซนแนวรับ–แนวต้านคนละจุด ส่งผลให้ทิศทางระยะสั้นโดยรวมยังคง ‘ผสมปนเป’ ไม่มีเทรนด์เดียวทั้งตลาด
อีเธอเรียมแสดงรูปแบบราคาที่ ‘แข็งแรงกว่าบิตคอยน์’ เล็กน้อย พยายามยืนเหนือระดับสำคัญ ขณะที่ ริปเปิล และ ไบแนนซ์คอยน์ มีความผันผวนสูงกว่าค่าเฉลี่ย จากทั้งประเด็นกำกับดูแลและโครงสร้างอุปสงค์–อุปทานเฉพาะตัว นักเทรดบางส่วนมองว่า ทันทีที่บิตคอยน์สามารถ ‘เบรกกรอบบน หรือหลุดกรอบล่าง’ ได้อย่างชัดเจน แนวโน้มของอัล트คอยน์ชุดใหญ่ก็จะถูกกำหนดไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น
เมื่อมองภาพรวมตลอดสัปดาห์ ตลาดคริปโตยังอยู่ในภาวะที่บิตคอยน์ ‘ย่ำอยู่กับที่’ แต่มีปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างอย่างกระแสเงินจาก ETF, การเข้าซื้อบิตคอยน์ของกระดานเทรดยักษ์ใหญ่ และการเชื่อมโลกการเงินดั้งเดิมกับโครงสร้างพื้นฐานบนเชนผ่าน ‘การโทเคนไนซ์สินทรัพย์’ ในด้านลบ ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ แรงขายจากผู้ขุด และความผันผวนสุดโต่งของบางเหรียญ ยังคงทำให้นักลงทุนต้องรักษาระดับความระมัดระวัง
ท้ายที่สุด ‘คำ’บิตคอยน์ ในฐานะแกนหลักของตลาด ยังคงได้รับแรงหนุนจากดีมานด์ระยะยาวและการขยายตัวของอินฟราสตรักเจอร์บนเชน ซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางตลาดคริปโตในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า แม้ระยะสั้นทิศทางจะยังไม่ชัดเจนก็ตาม
ความคิดเห็น 0