คณะกรรมการกำกับการซื้อขายล่วงหน้าแห่งสหรัฐอเมริกา(CFTC) เดินหมากใหม่ด้าน ‘คริปโต’ ด้วยการดึงคนแถวหน้าจากอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าร่วมคณะกรรมการให้คำปรึกษาด้านนวัตกรรม (Innovation Advisory Committee: IAC) ชุดใหญ่ สะท้อนทิศทางการกำกับดูแล ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ที่อาจหันมาเปิดกว้างและเป็นระบบมากขึ้น ขณะเดียวกันยังถูกมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญต่ออนาคต ‘กฎระเบียบคริปโต’ ของสหรัฐในภาพรวม
CFTC เปิดเผยว่าได้แต่งตั้งกรรมการ IAC ชุดใหม่รวม 35 คน โดยในจำนวนนี้ 20 คนมาจากภาคธุรกิจคริปโตโดยตรง และอย่างน้อย 5 คนเกี่ยวข้องกับ ‘ตลาดทำนาย (Prediction Market)’ รายชื่อที่ถูกจับตา ได้แก่ คริส มาร์ซาเล็ก CEO ของคริปโตดอทคอม(Crypto.com), ไทเลอร์ วิงเคิลวอสส์ ผู้ร่วมก่อตั้งเจมินี(Gemini), ทาเร็ก มานซูร์ CEO แพลตฟอร์มตลาดทำนาย คาลชิ(Kalshi) และเชน คอฟลัน หนึ่งในผู้ออกแบบโพลีมาร์เก็ต(Polymarket)
ไมเคิล เอส. เซลลิก ประธาน CFTC ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า การจัดตั้งคณะกรรมการ IAC ครั้งนี้เป็น “ช่วงเวลาที่สำคัญและน่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับ CFTC” พร้อมอธิบายว่า การคัดเลือกบุคลากรรอบนี้คือการวางรากฐานเพื่อปรับโครงสร้างกรอบกำกับดูแลตลาดการเงินของสหรัฐให้ “เอื้อต่อการนวัตกรรม” มากขึ้น
ในคณะกรรมการชุดใหม่นี้มีตัวหลักจากโลกคริปโตเข้าร่วมอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็น เนทัน แม็คคอลลี CEO แอง커เรจ ดิจิทัล(Anchorage Digital), ปีเตอร์ มินต์ซเบิร์ก จากเกรย์สเกล(Grayscale), วลาดิเมียร์ เทเนฟ CEO โรบินฮูด(Robinhood), อนาโตลี ยาโคเวนโก ผู้ก่อตั้งโซลานา(Solana), แบรด การ์ลิงเฮาส์ CEO ริปเปิล(Ripple) และไบรอัน อาร์มสตรอง CEO ของกระดานเทรดรายใหญ่ โคอินเบส(Coinbase)
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีผู้บริหารจากบริษัทการลงทุนและฟินเทครายสำคัญอย่างแพราไดม์(Paradigm), ดราฟต์คิงส์(DraftKings), สำนักงานรับฝากและชำระราคาแห่งสหรัฐ (DTCC) รวมถึงกลุ่มผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานตลาดการเงินดั้งเดิม เช่น ตลาดออปชันชิคาโก(Cboe), CME กรุ๊ป, แนสแด็ก(Nasdaq) และบริษัทชำระราคาออปชัน(OCC) เข้าร่วมด้วย ทำให้ IAC กลายเป็น ‘โต๊ะกลม’ ที่เปิดทางให้ทั้งโลกคริปโตและการเงินดั้งเดิมมาพูดคุยกันในเวทีเดียว
เซลลิกย้ำว่า เป้าหมายหลักของ CFTC คือการรักษาสถานะ “ตลาดการเงินที่โปร่งใสและมีกฎระเบียบดีที่สุดในโลก” และการดึงผู้เล่นหลากหลายมานั่งโต๊ะเดียวกัน จะช่วยให้คณะกรรมการสามารถ “ปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้ทันกับนวัตกรรมของวันนี้และวันพรุ่งนี้” ได้ดียิ่งขึ้น
คณะกรรมการ IAC เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อรับไม้ต่อจากคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี (Technology Advisory Committee: TAC) ที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา CFTC เรื่องเทคโนโลยีมาก่อน โดย TAC เคยเน้นศึกษาผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่ต่อ ‘ตลาดอนุพันธ์’ เป็นหลัก ขณะที่ IAC ถูกออกแบบให้มีขอบเขตกว้างกว่า ครอบคลุม ‘คริปโตเคอร์เรนซี’, ‘ปัญญาประดิษฐ์(AI)’, ‘บล็อกเชน’ และเทคโนโลยีเปลี่ยนเกมอื่นๆ ว่าจะเข้ามาปรับโฉมตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดอนุพันธ์ในภาพรวมอย่างไร
ด้วยโครงสร้างใหม่ CFTC จะมีข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นในการออกแบบกรอบกำกับดูแลที่ยืดหยุ่น รองรับการเติบโตของ ‘เทคโนโลยีการเงิน’ และ ‘โครงสร้างสินทรัพย์ดิจิทัล’ รูปแบบต่างๆ ทั้งในส่วนของ ‘บิตคอยน์(BTC) ฟิวเจอร์สและออปชัน’, ผลิตภัณฑ์อ้างอิง ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ไปจนถึงอนุพันธ์บนสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ขณะเดียวกัน CFTC ยังเดินหน้าร่วมมือใกล้ชิดกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) ผ่านโครงการร่วมที่ชื่อว่า ‘โปรเจกต์ คริปโต(Project Crypto)’ เพื่อแก้ปัญหาเขตอำนาจทับซ้อน และจัดระเบียบพื้นที่กำกับดูแล ‘ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล’ ของสหรัฐให้ชัดเจนขึ้น
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สหรัฐต้องเผชิญความสับสนจากคำถามว่า สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทต่างๆ ควรถูกจัดเป็น ‘หลักทรัพย์’ ภายใต้ SEC หรือ ‘สินค้าโภคภัณฑ์’ ภายใต้ CFTC รวมถึงความคลุมเครือจากแนวทางกำกับที่มักมาในรูปแบบ “ลงโทษย้อนหลัง” มากกว่าการให้กรอบชัดเจนล่วงหน้า การตั้ง IAC ที่ดึงภาคเอกชนด้านคริปโตเข้ามามีส่วนร่วม และการเดินหน้าโปรเจกต์ร่วมกับ SEC จึงถูกตีความว่าเป็นความพยายามลดความไม่แน่นอนเหล่านี้
ในมุมมองของตลาด หากเสียงจากตัวแทนธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลใน IAC สามารถส่งอิทธิพลต่อทิศทางนโยบายของ CFTC ได้จริง กฎระเบียบคริปโตในสหรัฐอาจค่อยๆ เปลี่ยนจากโมเดล “จับผิดและลงโทษ” ไปสู่ “เจรจาและประสานผลประโยชน์” มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ‘ความคิดเห็น’ ส่วนการผ่อนคลายกฎระเบียบยังขึ้นกับกระบวนการออกกฎของคณะกรรมการและการเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ จึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะถัดไป
การแต่งตั้งครั้งนี้ยังสะท้อนมุมมองว่ารัฐบาลสหรัฐยังคงมอง ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ และ ‘เทคโนโลยีบล็อกเชน’ เป็น ‘ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์’ ที่ช่วยยกระดับความสามารถการแข่งขันของตลาดการเงินอเมริกันในระยะยาว ทิศทางข้อเสนอเชิงนโยบายจากคณะกรรมการ IAC จะไม่เพียงส่งผลต่อตลาดคริปโตภายในประเทศ แต่ยังอาจกลายเป็น ‘มาตรฐานอ้างอิง’ ให้กับแนวโน้มกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก รวมถึงการออกแบบกติกาใหม่ๆ ในตลาดคริปโตของภูมิภาคอื่นด้วย ‘ความคิดเห็น’ หากสหรัฐหันมาสร้างกฎที่ชัดเจนและเป็นมิตรต่อการนวัตกรรมมากขึ้น ประเทศอื่นย่อมถูกกดดันให้เร่งอัปเดตกฎเกณฑ์ของตัวเองตามมาเช่นกัน
ความคิดเห็น 0