คณะกรรมการกำกับการซื้อขายล่วงหน้าแห่งสหรัฐอเมริกา(CFTC) เดินหน้าขยายช่องทางสื่อสารกับอุตสาหกรรมคริปโต ด้วยการปรับโฉม ‘คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านนวัตกรรม(Innovation Advisory Committee)’ ครั้งใหญ่ ดึงผู้บริหารจากกระดานเทรดคริปโตรายใหญ่ของสหรัฐอย่าง ‘โคอินเบส(Coinbase)’ และผู้นำจากบริษัทผู้ออกเหรียญ ‘ริพเพิล(Ripple)’ เข้าร่วมเป็นกรรมการชุดใหม่ 35 คน เปิด ‘ช่องทางทางการ’ ให้เสียงจากอุตสาหกรรมเข้าไปมีส่วนในวงถกกติกาดิจิทัลแอสเซตโดยตรง
CFTC ได้ประกาศรายชื่อคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมชุดใหม่ รวม 35 คน ภายในสัปดาห์นี้ โดยคณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่หารือประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นด้านการกำกับดูแลอนุพันธ์ โครงสร้างตลาด ไปจนถึงเกณฑ์การจัดประเภทโทเคน กลุ่มกรรมการประกอบด้วยตัวแทนจากภาคคริปโต การเงินดั้งเดิม และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ‘การผูกวงสนทนาไว้ในกรอบทางการ’ แบบนี้ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญ ท่ามกลางความไม่ชัดเจนของกฎเกณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐที่กินเวลามานาน
‘โคอินเบส–ริพเพิล–CFTC’ เปิดช่องคุยตรงเรื่องกำกับดูแลคริปโต
รายชื่อกรรมการชุดใหม่ของคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมมีชื่อของไบรอัน อาร์มสตรอง(Brian Armstrong) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโคอินเบส และแบรด การ์ลิงเฮาส์(Brad Garlinghouse) ซีอีโอของริพเพิล ติดโผด้วย ทั้งสองบริษัทนับเป็นผู้เล่นตัวหลักในสมรภูมิล็อบบี้และศึกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเข้ามานั่งในคณะนี้ ทำให้ทั้งสองได้บทบาท ‘ที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการ’ ต่อแนวนโยบายและไกด์ไลน์ที่ CFTC กำลังผลักดัน
CFTC อธิบายวัตถุประสงค์ของคณะกรรมการที่ปรับโฉมครั้งนี้ว่า ต้องการดึงข้อมูลจาก ‘สภาพตลาดจริง’ ของสินทรัพย์ดิจิทัลและตลาดบล็อกเชนที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ให้สะท้อนเข้าไปอยู่ในกระบวนการออกกฎและออกนโยบายโดยตรง คณะกรรมการจะทำงานกับประเด็นซับซ้อนอย่างโครงสร้างอนุพันธ์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าและออปชันบนสินทรัพย์ดิจิทัล หลักเกณฑ์แบ่งเส้นว่าโทเคนใดเป็น ‘สินค้า(Commodity)’ หรือ ‘หลักทรัพย์(Securities)’ และกระบวนการจัดการข้อมูลตลาด
ไมค์ เซลลิก(Mike Selig) ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมของ CFTC ระบุระหว่างการแถลงว่า กรรมการทั้ง 35 คนจะมีบทบาทสำคัญในการทำให้การตัดสินใจของ CFTC “สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมตลาดจริง” พร้อมเสริมว่าจะช่วยวาง ‘ไกด์ไลน์ที่ชัดเจน’ เพื่อ “เปิดยุคทองของตลาดการเงินสหรัฐ” ‘ความคิดเห็น’ จากฝั่งตลาดมองคำพูดนี้ว่าเป็นสัญญาณชัดเจนว่า CFTC ต้องการรักษาและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของตลาดการเงินสหรัฐ ที่รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิตคอยน์(BTC) และอัลท์คอยน์ต่างๆ
โครงสร้างสะท้อน ‘ภาพตัดขวาง’ ทั้งอุตสาหกรรม ตั้งแต่ CEX–DeFi–การเงินดั้งเดิม
องค์ประกอบของคณะกรรมการที่ปรึกษาชุดนี้ถูกมองว่าแทบจะยก ‘ภาพตัดขวางของตลาด’ มาวางไว้บนโต๊ะเดียวกัน ผู้ร่วมเป็นกรรมการมาจากทั้งฝั่งผู้บริหารกระดานเทรดแบบรวมศูนย์(CEX) ผู้ก่อตั้งโปรโตคอลดีไฟ(DeFi) ตัวแทนบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเทรด รวมถึงตัวแทนจากธนาคารขนาดใหญ่และสถาบันการเงินดั้งเดิมบางส่วน
รายงานระบุว่า ในบรรดากรรมการ 35 คน มีราว 20 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจคริปโตหรือบล็อกเชน ส่วนที่เหลือเป็นตัวแทนจากโครงสร้างพื้นฐานของการเงินและตลาดเดิม การออกแบบเช่นนี้สะท้อนความตั้งใจของหน่วยงานกำกับที่จะรับมุมมองจากทั้งฝั่งอุตสาหกรรมคริปโตและฝั่งการเงินดั้งเดิมไปพร้อมกัน เมื่อถึงขั้นตอนร่างระเบียบหรือพิจารณาไอเดียเชิงนโยบายใหม่ๆ
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างดังกล่าวก็ไม่ได้รับแต่เสียงชื่นชม เสียงจากตลาดบางส่วนมองว่า การมีกลไกให้ ‘ฟังเสียงอุตสาหกรรมผ่านช่องทางทางการ’ ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวก แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อกังวลว่าคณะกรรมการอาจ ‘เอียง’ เข้าหาฝั่งผู้มีส่วนได้เสียบางกลุ่มมากเกินไป การมีซีอีโอจากโคอินเบสและริพเพิล ซึ่งเคยอยู่ในใจกลางของข้อถกเถียงด้านกฎเกณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐ เข้าร่วมด้วย ยิ่งทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าการดึงเชือกด้านอำนาจกำกับระหว่าง CFTC กับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC) อาจได้รับอิทธิพลจากการหารือในคณะนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ร่วมวงเพื่อทำกติกาให้ชัด” vs “ปกป้องโมเดลธุรกิจของตัวเอง”
เบื้องหลังแรงจูงใจที่ทำให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมคริปโตแห่เข้าไปนั่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมของ CFTC ยังเป็นประเด็นที่ตีความได้หลายมุม มุมหนึ่งมองว่านี่คือ ‘ความพยายามทำให้กติกาคริปโตในสหรัฐชัดเจนขึ้น’ หลังจากอยู่ท่ามกลางความคลุมเครือมานาน โคอินเบสและริพเพิลต่างก็เคยต้องปรับโครงสร้างธุรกิจภายในประเทศ และเพิ่มน้ำหนักการทำตลาดต่างประเทศ เพราะเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านกำกับดูแล ดังนั้นการเข้าร่วมคณะกรรมการครั้งนี้จึงเหมือนการเดินเข้าไปขีด ‘เส้นของกฎ’ ด้วยตัวเอง
อีกมุมหนึ่ง มองว่าการเข้าร่วมครั้งนี้คือ ‘ยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อปกป้องโมเดลธุรกิจ’ เพราะเส้นแบ่งระหว่าง ‘สินค้า’ ภายใต้การกำกับของ CFTC กับ ‘หลักทรัพย์’ ภายใต้กรอบของ SEC จะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างธุรกิจของกระดานเทรด ผู้ออกโทเคน และโปรเจกต์ดีไฟอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐเห็นทั้งการล็อบบี้เชิงนโยบายและการต่อสู้คดีในศาลอย่างเข้มข้นในประเด็นนี้ หลายบริษัทสะท้อนตรงกันว่าปัญหาใหญ่คือ ‘ความยากในการคาดการณ์’ ว่าแนวตีความด้านกฎหมายจะไปในทิศทางใด
ขณะนี้ราคาบิตคอยน์(BTC) ตามข้อมูลจากเทรดดิงวิว(TradingView) ในกราฟ 24 ชั่วโมง ล่าสุดอยู่บริเวณ 66,906 ดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญ หรือราว 96.6 พันล้านวอน ‘คำถาม’ คือ เมื่อกติกาด้านกำกับดูแลเริ่มชัดขึ้น จะส่งผลอย่างไรต่อทั้งบิตคอยน์และตลาดอัลท์คอยน์ ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นที่ตลาดจับตาควบคู่ไปกับการเริ่มต้นทำงานของคณะกรรมการที่ปรึกษาชุดนี้
เมื่อหน่วยงานกำกับ ‘แนบชิด’ อุตสาหกรรม: โอกาส–ความเสี่ยงมาพร้อมกัน
การที่ CFTC เปิดช่องให้ภาคอุตสาหกรรมคริปโตเข้ามาเป็น ‘ที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการ’ ถูกมองว่ามีศักยภาพช่วยให้วงจรป้อนกลับระหว่างกฎระเบียบกับตลาดกระชับขึ้น ข้อเสนอด้านกำกับดูแลฉบับใหม่จะมีโอกาส ‘หลุดจากโลกทฤษฎีน้อยลง’ และสามารถตรวจสอบปัญหาทางเทคนิคหรือในทางปฏิบัติได้ตั้งแต่ขั้นออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ผลิตภัณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัลมีโครงสร้างซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เช่น ดีไฟ อนุพันธ์บนเชน และหลักทรัพย์ที่ถูกโทเคนไนซ์ ‘ความคิดเห็น’ จากผู้ปฏิบัติงานจริงจึงกลายเป็นอินพุตสำคัญของฝ่ายกำกับ
แต่อีกด้านหนึ่ง ประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์และความเป็นธรรมก็เริ่มถูกหยิบมาพูดถึง เมื่อสัดส่วนตัวแทนจากอุตสาหกรรมคริปโตในคณะกรรมการมีน้ำหนักสูง ก็มีความกังวลว่า กติกาที่ถูกออกแบบอาจโน้มเอียงไปในทิศทางที่เอื้อให้กับผู้เล่นรายใหญ่หรือผู้ที่มีต้นทุนทรัพยากรมากกว่า ในขณะที่สตาร์ตอัป โปรเจกต์หน้าใหม่ และมุมของ ‘การคุ้มครองนักลงทุน–ประโยชน์สาธารณะ’ อาจถูกผลักให้ไปอยู่แถวหลัง
นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่า ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างภาคกำกับและอุตสาหกรรมเป็นสิ่งจำเป็นก็จริง แต่จำเป็นต้องมาพร้อมกรอบการทำงานที่โปร่งใส กลไกจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และโครงสร้างการตัดสินใจที่ตรวจสอบได้ ท้ายที่สุด ความสำเร็จของคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมของ CFTC จะถูกตัดสินจาก ‘จุดสมดุล’ ที่เลือกยืนระหว่างการเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นกับการคุมเข้มธรรมาภิบาล
ก้าวต่อไป: กำกับดูแลการคัสโตดี–เกณฑ์จัดประเภทโทเคน–อนุพันธ์คริปโต
ตามกำหนดการ คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมจะจัดการประชุมเต็มคณะครั้งแรกภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และจะเริ่มถกรายละเอียดอย่างจริงจัง ประเด็นที่คาดว่าจะถูกยกขึ้นมาพูดในช่วงต้น ได้แก่ กติกาการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล(คัสโตดี) เกณฑ์จัดประเภทสินทรัพย์โทเคนไนซ์และหลักทรัพย์บนเชน การกำกับดูแลตลาดอนุพันธ์คริปโต และแนวทางประมวลผลข้อมูลตลาดทั้งในเชนและนอกเชน
ทั้งผู้เล่นในอุตสาหกรรมและนักลงทุนกำลังจับตาดูว่า วาระเหล่านี้จะเดินหน้าต่อไปจนกลายเป็น ‘ข้อเสนอร่างกฎระเบียบ’ จริงหรือไม่ หากคณะกรรมการที่ปรึกษามีบทบาทมากกว่าแค่ช่องทางรับฟังความคิดเห็น และสามารถส่งแรงสะเทือนเข้าไปถึงกระบวนการออกกติกาอย่างเป็นทางการ ทิศทางนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐก็จะเริ่มมีรูปทรงชัดเจนขึ้น ในทางกลับกัน หากการถกเถียงยังวนเวียนอยู่ในระดับเชิงประกาศ ตลาดอาจตีความว่าความชัดเจนด้านกำกับดูแลยังคง ‘ห่างไกล’ เช่นเดิม
การตัดสินใจของ CFTC ที่เลือก ‘จับมือ’ กับภาคอุตสาหกรรมคริปโตในการปรับโฉมคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมครั้งนี้ ยังถูกมองว่าจะส่งแรงสะเทือนไปถึงภูมิทัศน์กำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับโลกด้วย ‘คำสำคัญ’ คือ หากสหรัฐสามารถวางกรอบกำกับดูแลบิตคอยน์และสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างเป็นระบบและชัดเจน รูปแบบดังกล่าวก็มีโอกาสถูกใช้เป็นต้นแบบสำหรับการออกแบบนโยบายในยุโรป เอเชีย และภูมิภาคอื่นๆ ต่อไป สุดท้ายแล้ว ความพยายามของ CFTC ในการหาสมดุลระหว่าง ‘ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ’ กับ ‘การเปิดพื้นที่ให้ตลาดนวัตกรรมเติบโต’ ผ่านกลไกใหม่นี้ อาจกลายเป็นบททดสอบสำคัญของทิศทางตลาดคริปโตทั่วโลกในระยะถัดไปด้วยเช่นกัน
ความคิดเห็น 0