สหรัฐฯ เดือด! เบื้องหลัง SEC ระงับคดี ‘ทรอน(TRX)-저스틴 선’ ปมเชื่อมโยงการเมืองและโปรเจกต์คริปโตสายทรัมป์
สำนักข่าวท้องถิ่นรายงานว่า คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ(SEC) กำลังถูกฝ่ายค้านในสภาคองเกรสไล่บี้อย่างหนัก หลังตัดสินใจ ‘หยุดเดินหน้า’ คดีที่ยื่นฟ้องโปรเจกต์ ทรอน(TRX) และผู้ก่อตั้งอย่าง 저스틴 선(Justin Sun) ท่ามกลางข้อกล่าวหาว่า การเปลี่ยนทิศทาง ‘การบังคับใช้กฎหมายคริปโต’ ของหน่วยงาน อาจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการเมืองในยุคของ ประธานาธิบดีทรัมป์ ด้าน พอล แอ็ตกินส์(Paul Atkins) ประธาน SEC คนปัจจุบัน ออกโรงปกป้องแนวทางใหม่อย่างเต็มที่ พร้อมปฏิเสธให้ความเห็นเชิงลึกในที่สาธารณะ
การปะทุของประเด็นนี้เริ่มจากการที่ SEC ยื่นคำร้องต่อศาลให้ ‘ระงับกระบวนการ’ คดีแพ่งที่ฟ้อง 저스틴 선 และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ทรอน(TRX) และ บิตทอร์เรนต์(BTT) ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ หน่วยงานกล่าวหาว่ามีการขายโทเคนในรูปแบบ ‘หลักทรัพย์ที่ไม่จดทะเบียน’ และมีการปั่นปริมาณซื้อขายเพื่อชี้นำตลาด หลังการชะลอคดีไม่นาน 저스틴 선 กลับโผล่เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในโปรเจกต์คริปโตที่ถูกมองว่าใกล้ชิดกับฝั่งทรัมป์อย่าง ‘เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล(World Liberty Financial, WLF)’ โดยทุ่มเงินซื้อโทเคน WLFI มูลค่ารวม ‘หลายพันล้านดอลลาร์’ จนกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองทันที
‘ดีลการเมืองแลกผ่อนคดี?’ พรรคเดโมแครตจี้ SEC แจงเหตุหยุดคดี 저스틴 선
ในการไต่สวนของคณะกรรมาธิการบริการด้านการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎร สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) สมาชิกพรรคเดโมแครตไล่ถามอย่างจี้จุดว่า SEC ใช้เกณฑ์ใดในการหยุดคดี 저스틴 선 และเหตุใดคดีที่เกี่ยวข้องกับ ทรอน(TRX) จึงไปหยุดอยู่กลางทางแบบไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน
แม็กซีน วอตเตอร์ส(Maxine Waters) ส.ส.เดโมแครต ชี้ว่า ตั้งแต่ ประธานาธิบดีทรัมป์ ขึ้นสู่อำนาจและมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำ SEC แนวทาง ‘บังคับใช้กฎหมายกับคริปโต’ ดูจะอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ‘ก่อนหน้านั้นเรามีมาตรการเข้มข้นต่อการละเมิดกฎหมายหลักทรัพย์ แต่ตอนนี้หลายคดีกลับถอยรวดเดียว’ วอตเตอร์สกล่าวในห้องไต่สวน
คดี 저스틴 선 เริ่มต้นในปี 2023 เมื่อ SEC ยื่นฟ้องเขาและบริษัทที่เกี่ยวข้อง ฐานนำโทเคน ทรอน(TRX) และ บิตทอร์เรนต์(BTT) ออกเสนอขายและซื้อขายในลักษณะ ‘หลักทรัพย์ที่ไม่จดทะเบียน’ พร้อมทั้งกล่าวหาว่า มีการสร้างปริมาณเทรดปลอมเพื่อหลอกนักลงทุน แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 SEC กลับยื่นคำร้อง ‘stay’ ขอระงับกระบวนการต่อศาลและปล่อยให้คดีหยุดนิ่ง
จุดที่เดโมแครตมองว่าน่ากังขาคือ หลังการหยุดคดีได้ไม่นาน 저스틴 선 กลายเป็น ‘ผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุด’ ในโทเคน WLFI ของโปรเจกต์ เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล(WLF) ซึ่งเชื่อมโยงกับฝั่งทรัมป์ ทั้งในเชิงบุคคลและเครือข่ายที่ปรึกษาทางการเมือง โดยมีการประเมินวงเงินลงทุนในระดับ ‘หลายพันล้านดอลลาร์ หรือหลายล้านล้านวอน’ ทำให้เกิดคำถามตามมาทันทีว่า ‘เป็นดีลการเมืองที่แลกกับการผ่อนคดีหรือไม่’
วอตเตอร์สยังชี้อีกว่า มีบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็น ‘แฟนเก่า’ ของ 저스틴 선 ออกมาให้สัมภาษณ์สาธารณะว่าตนถือ ‘หลักฐานการปั่นราคา TRX’ อยู่ในมือ ซึ่งในมุมมองของเธอ นี่ควรเป็นเหตุผลให้ ‘เร่งลงลึก’ ไม่ใช่ ‘เบรกคดี’
ด้าน พอล แอ็ตกินส์ ประธาน SEC ปฏิเสธตอบคำถามเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับคดีนี้ โดยระบุว่า ‘การถกเถียงคดีเฉพาะในที่สาธารณะไม่ใช่เรื่องเหมาะสม’ แต่ยอมรับว่า ตนเปิดกว้างสำหรับการให้ข้อมูลเชิงลึกในรูปแบบ ‘การบรีฟแบบปิดลับ’ ตามที่กฎระเบียบอนุญาต เมื่อถูกถามตรงๆ ว่า มาตรการของ SEC อาจกระทบต่อธุรกิจของทรัมป์หรือครอบครัวหรือไม่ แอ็ตกินส์ตอบเพียงว่า ‘ไม่ว่าครอบครัวทรัมป์จะทำอะไร ผมไม่สามารถพูดถึงเรื่องนั้นได้’ พร้อมย้ำแนวทาง ‘เว้นระยะห่าง’ อย่างต่อเนื่อง
บิตคอยน์(BTC) ถึง ไบแนนซ์(Binance): โดนถล่มยกแผง ปม SEC ถอนฟ้อง-ยอมความยกชุด
‘คำถามไม่ใช่แค่คดีของ 저스틴 선’ คือสิ่งที่ ส.ส.เดโมแครตอีกหลายคนพยายามสื่อ เมื่อหยิบยกกรณีคดีใหญ่ในวงการคริปโตที่ SEC เคยเปิดศึก แล้วกลับ ‘ลดระดับหรือปิดคดี’ ภายในช่วงปี 2024–2025 ไม่ว่าจะเป็น ไบแนนซ์(Binance), ริปเปิล(XRP), โคอินเบส(Coinbase), คราเคน(Kraken) ไปจนถึง โรบินฮูด(Robinhood) สมาชิกสภาบางส่วนถึงกับใช้คำว่า ‘ถอยทัพด้านการบังคับใช้กฎหมาย’
หนึ่งในจุดโฟกัสคือคดีของ ไบแนนซ์(Binance) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกระดานเทรดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก SEC เคยฟ้องไบแนนซ์ในปี 2023 โดยกล่าวหาว่า แพลตฟอร์มเสนอสินทรัพย์ในลักษณะหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต และบิดเบือนภาพรวม ‘ระบบควบคุมภายในและการตรวจสอบการเทรด’ แต่ในเดือนพฤษภาคม 2025 SEC กลับตัดสินใจ ‘ยุติคดี’ ลง
สิ่งที่ทำให้ไฟสงสัยลุกลามยิ่งขึ้นคือ หลังการยุติคดีไม่นาน ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศ ‘อภัยโทษ’ ให้กับ จ้าว ฉางเผิง(CZ) ผู้ก่อตั้งไบแนนซ์ ขณะที่ฝั่ง เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล(WLF) ก็ถูกระบุว่า มีสเตเบิลคอยน์ที่ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของดีลการลงทุนมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.9 ล้านล้านวอน) จากนักลงทุนรายใหญ่ในอาบูดาบีเข้าสู่ ไบแนนซ์ ยิ่งตอกย้ำภาพ ‘ผลประโยชน์ไขว้กันระหว่างคริปโต การเมือง และเงินทุนตะวันออกกลาง’
สตีเฟน ลินช์(Stephen Lynch) ส.ส.เดโมแครตอีกคน แสดงความไม่พอใจอย่างหนักในห้องไต่สวน เขากล่าวว่า ‘เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยที่ไม่เห็นการบังคับใช้กฎหมายตามมาสักนิด’ พร้อมเสริมว่า ‘ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของ SEC แทบจะประเมินค่าไม่ได้ และตราบใดที่คุณยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น ความรับผิดชอบก็อยู่ที่คุณ เราขอแค่คำอธิบายที่พอฟังได้เท่านั้น’
แอ็ตกินส์ตอบโต้ด้วยการยืนยันว่า ‘SEC ยังคงมีโครงสร้างการบังคับใช้ที่แข็งแกร่ง’ และยังเดินหน้า ‘เลือกสรรคดี’ เพื่อฟ้องร้องต่อสู้ในชั้นศาลต่อไป แต่ตัวเลขจากบริษัทวิจัยตลาดอย่าง คอร์เนอร์สโตน รีเสิร์ช(Cornerstone Research) กลับสะท้อนอีกภาพหนึ่ง โดยระบุว่า ยอดรวมการบังคับใช้กฎหมายของ SEC ในปี 2025 ลดลงราว 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ ‘คดีด้านคริปโต’ ลดลงถึง 60% ทำให้คำกล่าว defend ของแอ็ตกินส์ถูกตั้งคำถามทันที
จาก ‘บุกฟ้องทุกด้าน’ สู่ ‘คัดกรองคดี’ SEC ยุคใหม่เดินเกมอย่างไร?
พอล แอ็ตกินส์ ก้าวขึ้นเป็นประธาน SEC คนใหม่ในเดือนเมษายน 2025 หลังการลงจากตำแหน่งของ แกรี เกนส์เลอร์(Gary Gensler) ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น ‘สายแข็ง’ ต่อคริปโต ในการพิจารณารับตำแหน่งในวุฒิสภา แอ็ตกินส์เคยวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า แนวทางยุคเกนส์เลอร์ ‘ยึดติดการฟ้องคดีในศาลมากเกินไป’ และใช้การดำเนินคดีเป็นเครื่องมือหลักในการกำกับดูแล
นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง แอ็ตกินส์ส่งสัญญาณชัดเจนว่า จะ ‘จัดสรรทรัพยากร’ ให้กับช่องทางอื่นมากขึ้น ทั้งการทำข้อตกลงยอมความ การออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจน และการหารือเชิงนโยบายกับผู้เล่นในตลาด มากกว่าจะเดินเกม ‘เปิดศึกฟ้องทุกด้าน’ แบบที่เคยเห็นในยุคก่อน
ในเวทีไต่สวนครั้งล่าสุด เขาย้ำอีกครั้งว่า ‘การยื่นฟ้องต่อศาลไม่ใช่เครื่องมือเดียวในการปกป้องนักลงทุน’ และ SEC สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการกำกับดูแลได้ผ่านการ ‘ทำกติกาให้ชัดเจน การพูดคุยล่วงหน้า และการปรับตัวร่วมกันกับผู้เล่นในอุตสาหกรรม’ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า หน่วยงานพร้อมลดบทบาทการเป็น ‘คู่ต่อสู้’ ของอุตสาหกรรมคริปโตลงบ้าง
แต่สำหรับพรรคเดโมแครต การเปลี่ยนทิศทางเช่นนี้อาจไม่ใช่แค่ ‘ตัวเลือกเชิงนโยบาย’ พวกเขาตั้งข้อสงสัยว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่แนวทางใหม่ของ SEC ถูกกำหนดโดยผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับ ‘ฝั่งการเมืองของทรัมป์’ และบริษัทคริปโตขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกรณีของ ทรอน(TRX) และ ไบแนนซ์(Binance) ที่มีทั้งสายสัมพันธ์โดยตรงและโดยอ้อมกับ ประธานาธิบดีทรัมป์ นำไปสู่การคาดการณ์ว่า ประเด็นนี้อาจถูกขยายไปสู่ ‘การสอบสวนอย่างเป็นทางการในรัฐสภา’ หรือแม้แต่การตรวจสอบของ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินสหรัฐฯ(GAO)
ผลสะเทือนต่อตลาดคริปโต: ‘โล่งใจระยะสั้น’ แต่อาจเปิดทางพายุรอบใหม่
ในมุมของนักลงทุนคริปโต การที่ SEC ลดระดับการบังคับใช้กฎหมายในหลายคดีถูกมองได้ว่าเป็น ‘ข่าวดีระยะสั้น’ เพราะช่วยลด ‘แรงกดดันด้านกฎระเบียบ’ ต่อโทเคนและแพลตฟอร์มหลักๆ แต่ความโล่งใจนี้มาพร้อมกับ ‘ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง’ ที่เพิ่มขึ้น
‘คำ’ ที่ถูกพูดถึงในแวดวงผู้เชี่ยวชาญคือ หากการคลายกฎเกิดจากข้อต่อรองทางการเมืองหรือการล็อบบี้จากกลุ่มทุนเฉพาะ เมื่อ ‘อำนาจทางการเมืองเปลี่ยนมือ’ หรือเมื่อต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ด้านการกำกับดูแล ก็มีโอกาสสูงที่จะเห็น ‘การเหวี่ยงกลับสู่การปราบปรามเข้มข้น’ ซึ่งจะทำให้ตลาดคริปโตกลับเข้าโหมด ‘ไม่แน่นอนสูง’ อีกครั้ง
ความคิดเห็น
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลักทรัพย์บางรายมองว่า การที่ SEC พยายามหันไปสู่โมเดล ‘การบังคับใช้แบบคัดสรร’ เป็นพัฒนาการที่สมเหตุสมผล เพราะการฟ้องแทบทุกโปรเจกต์สร้างความไม่ชัดเจนและตีความได้ยากสำหรับตลาด แต่ปัญหาคือ ความโปร่งใสในการอธิบาย ‘เกณฑ์การคัดเลือกคดี’ ยังต่ำมาก โดยเฉพาะในเคสที่เกี่ยวพันกับโปรเจกต์ดังอย่าง ทรอน(TRX), ไบแนนซ์(Binance) และโทเคนที่เชื่อมโยงกับการเมืองสหรัฐฯ ซึ่งยิ่งทำให้ข้อครหาว่า ‘กฎเกณฑ์ใช้ไม่เท่ากัน’ ดังขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายแล้ว ดราม่ารอบ 저스틴 선, โปรเจกต์ ทรอน(TRX), ประธานาธิบดีทรัมป์ และ ไบแนนซ์(Binance) จึงไม่ใช่แค่เรื่อง ‘คดีจะไปต่อหรือไม่’ แต่กลายเป็นบททดสอบว่า ‘กฎระเบียบคริปโตของสหรัฐฯ’ จะมี ‘ความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือ’ มากน้อยเพียงใด กลุ่มนักลงทุนและโปรเจกต์ต่างๆ จึงต้องจับตาไม่เพียงแค่ท่าทีของ SEC เท่านั้น แต่ยังรวมถึง ‘สมการอำนาจทางการเมืองในวอชิงตัน’ ที่อาจสะท้อนออกมาในรูปของกฎเกณฑ์ใหม่ๆ สำหรับตลาดคริปโตในระยะข้างหน้าด้วยเช่นกัน
ความคิดเห็น 0