ออสเตรียนักพัฒนา ‘페터 스타인베르거(Peter Steinberger)’ ผู้สร้างเฟรมเวิร์กเอเจนต์โอเพนซอร์ส ‘โอเพนคลอ(OpenClaw)’ อธิบายถึงการมาของ ‘เอเจนต์ AI’ ที่กำลังเปลี่ยนพาราไดม์การพัฒนาไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งด้านรูปแบบการเขียนโค้ด ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย รวมถึงการสั่นสะเทือนต่อโมเดลธุรกิจซอฟต์แวร์และงานด้านบริการลูกค้า เขามองว่าเอเจนต์กำลังวิวัฒน์จากแค่ “เครื่องมือช่วยเขียนโค้ด” ไปสู่การเป็น ‘ตัวกระทำการ’ ที่ลงมือจัดการทั้งระบบได้เองอย่างแท้จริง
สตайнเบอร์เกอร์มองว่า โอเพนคลอคือเส้นแบ่งจาก ‘ไอเดีย’ ไปสู่ ‘การลงมือทำ’ เดิมโมเดลภาษาแค่เข้าใจภาษามนุษย์และตอบกลับ แต่โอเพนคลอกลับเข้าถึงได้ทั้งระบบไฟล์ เทอร์มินัล และ API หลากหลายรูปแบบ เพื่อ ‘ลงมือทำงานจริง’ ในฐานะ ‘เอเจนต์ AI’ เขาเรียกช่วงเวลานี้ว่า “โมเมนต์ของโอเพนคลอ จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติเอเจนต์ AI” และเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านนี้จะส่งผลลึกกับวิธีเขียนโปรแกรมทั้งหมด
ตามมุมมองของเขา เอเจนต์ AI กำลังก้าวจากระดับ ‘ผู้ช่วยบางส่วน’ ไปเป็นตัวรับผิดชอบงานใหญ่ๆ เช่น รีแฟกเตอร์โค้ดครั้งมโหฬาร ปรับโครงสร้างโปรเจ็กต์ และอัตโนมัติงานซ้ำซากที่กินเวลานักพัฒนา ผลคือมนุษย์สามารถหันไปโฟกัสกับการกำหนดปัญหา ออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ และวางมาตรฐานคุณภาพในระดับสูงขึ้นได้มากกว่าเดิม
เขาย้ำว่า เมื่อเอเจนต์อย่างโอเพนคลอได้รับสิทธิ์ระดับระบบ ความปลอดภัยก็อาจกลายเป็น ‘ทุ่งกับระเบิด’ ได้ทันที ตั้งแต่ไฟล์ถูกลบโดยไม่ตั้งใจ ข้อมูลรั่วไหล ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานล้มเหลวในรูปแบบที่ซอฟต์แวร์ยุคเดิมแทบไม่เคยเจอ “เสรีภาพมาพร้อมความรับผิดชอบ” คือคำที่เขาใช้ พร้อมบอกว่าการปกป้องข้อมูลผู้ใช้ การจัดการสิทธิ์ และความสามารถในการตรวจสอบย้อนหลัง ถูกวางเป็นแกนหลักในการออกแบบโอเพนคลอ
อย่างไรก็ตาม เขาไม่เห็นด้วยกับการ ‘ปั่นความกลัว’ เรื่องความปลอดภัยของ AI เพื่อเรียกความสนใจ เขามองว่าจุดสำคัญคือการเข้าใจให้ชัดว่า ‘ความเสี่ยงรูปแบบใหม่’ แตกต่างจากระบบเดิมอย่างไร แล้วออกแบบการป้องกันให้เหมาะสม แค่ใช้โมเดลสิทธิ์และการวิเคราะห์ช่องโหว่แบบดั้งเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องเริ่มรับมือทั้ง ‘การฉีดพรอมต์(prompt injection)’ และสถานการณ์ที่เอเจนต์ทำงานผิดเพี้ยนในระดับที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อน
สตайнเบอร์เกอร์เป็นที่รู้จักในฐานะนักพัฒนาที่มีคอมมิตหลายพันครั้งต่อเดือน เขายกเครดิตด้านประสิทธิภาพนี้ให้กับ ‘สติปัญญาที่ถูกทำให้เป็นโทเคน’ หรือก็คือการใช้ AI สร้างและปรับแก้โค้ดขนาดใหญ่ ส่วนมนุษย์รับบทผู้วางโครง ออกแบบฟลูว์ ตรวจเช็ก และกำกับ เขายังใช้เครื่องมืออย่าง ‘โค้ด แรบบิต(Code Rabbit) CLI’ เพื่อให้ระบบช่วยตรวจสอบขั้นสุดท้ายว่าโค้ดที่ AI สร้างมาพร้อมดีพลอยจริงหรือไม่
เขาเน้นว่า “ถ้าต้องจัดการโค้ดเบสมหาศาล คุณต้องการเครื่องมือที่รับมือกับคอนเท็กซ์ขนาดนั้น และออร์เคสเทรตการรีแฟกเตอร์ครั้งใหญ่ได้” เครื่องมือที่ทำได้แค่เติมโค้ดอัตโนมัติไม่พอสำหรับโปรเจ็กต์หลักแสนบรรทัดที่ต้องปรับโครงสร้าง ล้างหนี้เทคนิค หรือเปลี่ยน API ครั้งใหญ่ ในมุมมองของเขา สภาพแวดล้อมการพัฒนาในอนาคตจะย้ายจาก “เอดิเตอร์ให้มนุษย์พิมพ์เอง” ไปสู่ “คอนโซลที่มนุษย์คุมวงเอเจนต์ AI”
ในด้านบริการลูกค้า เขาเชื่อว่า AI จะกลายเป็น ‘ของจำเป็น’ ไม่ใช่ตัวเลือก ตั้งแต่ตอบคำถามทั่วไป ไปจนถึงวิเคราะห์ล็อก ตรวจสอบสถานะบัญชี หรือค้นประวัติการชำระเงิน ‘เอเจนต์’ สามารถลงมือทำได้เอง ทำให้สเกล ประสิทธิภาพ และคุณภาพดีขึ้นพร้อมกัน เขาเปรียบเทียบกรณีของโซลูชันบางเจ้าว่า “ศูนย์บริการลูกค้าที่ใช้ AI อย่างดี จะไม่ใช่แค่แชตบอต แต่คือ ‘พนักงานดิจิทัล’ ที่แก้ปัญหาได้จริง”
เขายังมองว่า “ประสบการณ์ที่เอเจนต์เข้ามาแทรกในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ” คือการเปลี่ยน ‘ฐานะ’ ของประสบการณ์ผู้ใช้(Ux) เลยทีเดียว งานอย่างจัดตารางเวลา เปิดแอป ค้นหาข้อมูล หรือสั่งการอุปกรณ์ ที่เดิมต้องเปิดแอปเอง ตั้งค่าเอง จะค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยโมเดลที่เอเจนต์อ่านสถานการณ์ แล้วเสนอและลงมือทำให้ก่อน
สตайнเบอร์เกอร์นิยามทักษะในการจัดการระบบ AI ว่าเป็น “ความสามารถแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ในระดับที่ต่างจากทักษะโค้ดดิ้งแบบดั้งเดิม” เพราะตัวโมเดลฝังความรู้และแพตเทิร์นการแก้ปัญหาจำนวนมหาศาลไว้แล้ว ‘คำถาม’ คือจะเรียกมันออกมาอย่างไร และผสมใหม่อย่างไร เขาย้ำว่า ‘คำ’ ว่า “เวทมนตร์จริงๆ ไม่ได้มาจากการสร้างองค์ประกอบใหม่หมดจด แต่มาจากการจัดเรียงองค์ประกอบที่มีอยู่แล้วในรูปแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน”
จากเหตุนี้ เขาจึงให้ความสำคัญกับ ‘กระบวนการ’ มากกว่า ‘ผลลัพธ์’ เมื่อใช้ AI ช่วยตัดงานเขียนโค้ดซ้ำๆ ออก เขากลับมีเวลาเพิ่มขึ้นในการขบคิดปัญหาด้านออกแบบที่ยากและทดลองวิธีใหม่ๆ ซึ่งเขามองว่านี่คือ “ช่วงที่สนุกที่สุดในชีวิตนักพัฒนา” ในสายตาของเขา AI ไม่ได้มาแทนที่มือของบิลเดอร์ทั้งหมด แต่เป็นเครื่องมือให้บิลเดอร์ทุ่มเทกับปัญหาในระดับที่สูงขึ้นได้มากกว่าเดิม
สำหรับคอมมูนิตี้คริปโต เขาแสดงท่าทีค่อนข้างวิจารณ์ เขาเล่าว่าโปรเจ็กต์ของตัวเองถูกเรดาร์คริปโตจับได้ และหลังจากนั้นกล่องแจ้งเตือนในทวิตเตอร์ (X) ก็เต็มไปด้วยสแปมและการแท็กไม่หยุดจน “แทบใช้งานจริงไม่ได้” การโปรโมตเกินเหตุ เนื้อหาปลุกปั่น และการแท็กแบบพร่ำเพรื่อกลายเป็นตัวรบกวนการพัฒนาและการดูแลองค์กรเสียเอง
เขาวิจารณ์ว่า “เทคโนโลยีนั้นน่าสนใจมาก แต่สิ่งที่มาคลุมทับไว้กลับเต็มไปด้วยพิษ ความโลภ และการแสวงหาทางลัด จนบดบังแก่นแท้” พฤติกรรมแย่งจองโทเคน การสไนป์ การปั่นราคา และวัฒนธรรม ‘เอาทีเดียวให้รวย’ กำลังทำลายระบบนิเวศของโปรเจ็กต์ และทำให้บิลเดอร์สายจริงจังโฟกัสระยะยาวได้ยาก นอกจากนี้ แค่จะเปลี่ยนชื่อครั้งเดียวก็ต้องวิ่งแก้ทั้งแฮนด์เดิลทวิตเตอร์ โดเมน แพ็กเกจ npm เรจิสทรี Docker และรีโป GitHub ทุกช่องพร้อมกัน จนเป็นภาระเชิงปฏิบัติการที่หนักเกินคาด
ในมุมของเขา หนึ่งในความเสี่ยงใหญ่สุดของ AI คือ ‘เรื่องแต่งที่น่าเชื่อถือ’ LLM สามารถร้อยเรียงเนื้อหาที่ฟังดูดีมาก แต่ไม่ได้ยึดโยงกับข้อเท็จจริงเสมอไป “AI ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ในเวลาเดียวกันมันก็แค่แต่งเรื่องขึ้นมาได้เฉยๆ” เขาเตือนว่าหากผู้ใช้เชื่อผลลัพธ์โดยไม่เข้าใจและไม่กลั่นกรอง ข้อมูลผิดๆ จะแพร่กระจายได้รวดเร็วมาก
เขาเรียกร้องให้สังคมยกระดับความเข้าใจ AI และ ‘ทักษะอ่านอย่างวิพากษ์’ ให้กลายเป็นทักษะพื้นฐาน ในยุค AI เราไม่ควรเชื่อเอาตามตัวอักษร แต่ต้องตรวจสอบบริบท เหตุผล และความสอดคล้องของเนื้อหา นอกจากนี้ เขาชี้ว่า ข้อความที่ AI เขียนยังไม่สามารถเลียนแบบนิวอองซ์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมนุษย์ได้เต็มที่ แม้จะปรับสไตล์ให้คล้ายได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ “ยังไม่ใช่ ‘งานเขียนของฉันจริงๆ’ อยู่ดี”
ในระยะยาว เขามองว่าโลกจะเคลื่อนจาก ‘ยุคแอป’ ไปสู่ ‘ยุค API และเอเจนต์’ แทนที่ผู้ใช้จะเปิดแอปต่างหาก เอเจนต์จะเรียกใช้บริการต่างๆ ผ่าน API เบื้องหลัง และจัดการงานแทนผู้ใช้ สถานการณ์นี้จะบังคับให้บริษัทต่างๆ ต้องกลับมาถามพื้นฐานใหม่ว่า “ขายอะไร สร้างมูลค่าตรงไหน และหารายได้จากอะไร”
เขาคาดว่าเมื่อเอเจนต์แพร่หลาย แอปที่มีอยู่ตอนนี้อาจ “หายไปได้ถึงราว 80%” เช่น แอปจัดการออกกำลังกายหรือจัดตารางเวลา อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะเอเจนต์ที่รู้ตำแหน่ง พฤติกรรม และข้อมูลสุขภาพของผู้ใช้ สามารถแนะนำกิจกรรมที่เหมาะสม วางตาราง และบันทึกให้อัตโนมัติ ในท้ายที่สุด ตลาดอาจถูกจัดระเบียบใหม่ให้เหลือผู้ให้บริการอินฟราสตรักเจอร์หลักไม่กี่ราย API ที่แข็งแรง และเลเยอร์เอเจนต์ที่คอยหยิบสิ่งเหล่านี้มาผสมใช้งาน
สำหรับอนาคตของโปรแกรมเมอร์ เขายอมรับว่า AI จะสร้าง “ความเจ็บปวดและความสับสนอย่างมากในระยะสั้น” เพราะรูปแบบการทำงานเดิมพังทลาย และบางตำแหน่งอาจหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ในระยะยาว เขาเชื่อว่า AI จะกลายเป็น “เทคโนโลยีแกนกลางที่เปลี่ยนโฉมสังคมทั้งระบบ” และ ‘คนที่รู้วิธีสร้าง’ ก็ยังคงเป็นที่ต้องการอยู่ดี
สิ่งที่เปลี่ยน คือบทบาทและความคาดหวังต่อโปรแกรมเมอร์ สตайнเบอร์เกอร์มองว่า นักพัฒนายุคใหม่จะต้องเข้าใจภาษาและตรรกะของเอเจนต์ เห็นภาพร่วมกับมัน และออกแบบระบบไปด้วยกัน เขาเชื่อว่า สิ่งที่วันนี้เราเรียกว่า ‘พรอมต์เอนจิเนียริง’ จะกลายเป็นแค่ “รูปแบบใหม่ของการโค้ด” ในเวลาไม่นาน สุดท้าย แม้เอเจนต์ AI จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของการเขียนโปรแกรมและเทคโนโลยีไปอย่างสิ้นเชิง แต่ ‘มนุษย์บิลเดอร์’ ที่ออกแบบและออร์เคสเทรตทุกอย่าง ก็ยังคงอยู่กลางเวทีเช่นเดิม ‘ความคิดเห็น’
ความคิดเห็น 0