คณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าอนุพันธ์ล่วงหน้าแห่งสหรัฐ (CFTC) กำลังเดินหน้าวาง ‘กรอบกติกาใหม่’ ให้กับ‘ตลาดคาดการณ์’และ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ ท่ามกลางคำถามใหญ่ว่า เส้นแบ่งระหว่าง ‘ตลาดอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง’ กับ ‘ตลาดเดิมพันเพื่อความบันเทิง’ ควรถูกลากไว้ตรงไหน โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มคาดการณ์ผลการเลือกตั้ง กีฬา และป๊อปคัลเจอร์ เริ่มถูกใช้ทั้งเป็นแหล่งผลิตข้อมูลและรูปแบบการเสพความบันเทิง ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับกฎระเบียบของตลาดคริปโต ทำให้บทบาทของ CFTC ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด
ไมเคิล เซลลิก(Michael Selig) ประธาน CFTC ระบุเมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ว่า ตลาดคาดการณ์ “กลายเป็นส่วนหนึ่งของป๊อปคัลเจอร์ และวิธีที่เราบริโภคป๊อปคัลเจอร์” ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเดิมพันผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี, โชว์ช่วงพักครึ่งศึกซูเปอร์โบวล์, ไปจนถึงการขึ้นแสดงของศิลปินดัง เหล่านี้ให้ ‘ข้อมูล’ ที่บางครั้งแม่นยำกว่าการสำรวจความคิดเห็นแบบดั้งเดิม และยังทำหน้าที่เป็นช่องทางดึงคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดทุนด้วย
อย่างไรก็ตาม เซลลิกชี้ว่า การเติบโตแบบ ‘เสรีสุดตัว’ ของตลาดนี้มาพร้อมปัญหาที่ค้างคา เช่น นิยามผลลัพธ์ที่คลุมเครือ, การใช้ข้อมูลวงใน, และข้อถกเถียงเรื่องความเป็นการพนัน เขาย้ำว่าภารกิจสำคัญของ CFTC ตอนนี้คือหาจุดสมดุลระหว่าง ‘การเปิดเสรีนวัตกรรม’ กับ ‘การคุ้มครองผู้ลงทุน’
‘CFTC’ ที่ทางแยกของตลาดคาดการณ์และคริปโต
เซลลิกอธิบายว่า ขณะนี้ CFTC อยู่ใน “จุดเปลี่ยนที่หายาก” ที่สามารถออกแบบอนาคตของตลาดเกิดใหม่อย่าง ‘ตลาดคาดการณ์’ และ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ซึ่งเติบโตอยู่นอกกฎเกณฑ์การเงินดั้งเดิมมานาน การจะนำตลาดเหล่านี้เข้าสู่ระบบกฎหมายอย่างไร จะส่งผลโดยตรงต่อ ‘ความสามารถในการแข่งขัน’ ของตลาดสหรัฐในระยะยาว
โครงสร้างตลาดที่ CFTC กำกับคล้ายกับระบบ ‘องค์กรกำกับดูแลตนเอง’ (SRO) ของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ แต่ละตลาดต้องดำเนินงานตาม ‘กฎข้อบังคับ (rulebook)’ ที่ผ่านการอนุมัติจาก CFTC เซลลิกเน้นว่า “จุดแข็งของระบบเราคือ ตัวตลาดเองทำหน้าที่คล้าย SRO” CFTC จึงเน้น ‘กำกับหลังบ้าน’ บนฐานของวินัยภายในตลาด มากกว่าการสั่งการล่วงหน้าทุกรายละเอียด
ด้าน ‘อินไซเดอร์เทรด’ CFTC มีอำนาจใกล้เคียงกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) เขาย้ำว่า ภายใต้กฎ ‘ห้ามฉ้อโกง–ห้ามปั่นราคา’ ของ CFTC หน่วยงานมีอำนาจจัดการการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลภายในในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และหลักคิดเรื่อง ‘ห้ามหาประโยชน์จากข้อมูลที่ไม่เป็นธรรมต่อสาธารณะ’ ใช้เหมือนกันทั้งตลาดหลักทรัพย์และตลาดอนุพันธ์
‘สินค้าโภคภัณฑ์’ แทบทุกอย่างเข้าได้ แล้วตลาดคาดการณ์อยู่ตรงไหน
จุดตั้งต้นของการถกเถียงเรื่องการกำกับตลาดคาดการณ์อยู่ที่คำถามว่า “อะไรคือ ‘สินค้าโภคภัณฑ์’ (Commodity)” เซลลิกระบุว่า นิยามคำว่า ‘สินค้า’ ในกฎหมายสหรัฐนั้น “กว้างมาก” แทบทุกอย่างถูกนับรวม ยกเว้นไม่กี่รายการที่ถูกเขียน ‘ยกเว้นไว้โดยชัดแจ้ง’ เช่น หัวหอม หรือรายได้ตั๋วหนังบางประเภท นั่นหมายความว่า ผลิตภัณฑ์การเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ทางกายภาพ ไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิทัล ส่วนใหญ่ถูกจัดเป็น ‘สินค้า’ ได้ทั้งสิ้น
ปมปัญหาอยู่ที่ว่า สัญญาเดิมพันในเรื่องอย่าง ‘คาร์ดิ บี(Cardi B) จะขึ้นเวทีโชว์ฮาล์ฟไทม์ซูเปอร์โบวล์หรือไม่’ จะถือเป็น ‘ผลิตภัณฑ์การเงิน’ ตามกฎหมายได้จริงหรือไม่ เซลลิกให้ความเห็นว่า การจะอ้างว่ามี ‘ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ’ ในการป้องกันความเสี่ยง (hedge) ต่อเหตุการณ์ทำนองนี้ “แทบเป็นไปไม่ได้” การจัดสัญญาแบบนี้เป็นอนุพันธ์ภายใต้กำกับของ CFTC จึงดูไม่สมเหตุสมผล และมีลักษณะใกล้เคียงกับ ‘โปรพ์เบ็ต (Prop betting)’ ซึ่งแต่ละประเทศมีมุมมองทางศีลธรรมและความเป็นการพนันที่ต่างกัน
ข้อมูลวงในในตลาดคาดการณ์: อีกใบหน้าของ ‘อินไซเดอร์เทรด’
เดิมทีเวลาพูดถึงการใช้ข้อมูลวงใน ทุกคนจะนึกถึง ‘ข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผยของบริษัทจดทะเบียน’ แต่เซลลิกชี้ว่า ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดคาดการณ์ก็มี ‘ข้อมูลไม่สมมาตร’ ในอีกรูปแบบหนึ่ง เขากล่าวว่า แทนที่จะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท สิ่งสำคัญในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์คือข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาด, การเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์–อุปทาน และปัจจัยภายนอก เช่น สภาพอากาศ เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกจำกัดในวงคนกลุ่มเล็ก ก็สามารถนำไปสู่การซื้อขายที่บิดเบือนตลาด ซึ่งควรจัดเป็น ‘อินไซเดอร์เทรด’ รูปแบบหนึ่งเช่นกัน
ตัวอย่างเช่น ข้อมูลเรื่องสภาพอากาศ, ปัญหาซัพพลาย, หรือการติดขัดด้านโลจิสติกส์ ไม่ได้มีผลแค่กับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในสินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังกลบลึกไปถึงตลาดคาดการณ์และสัญญาเดิมพันเหตุการณ์ต่าง ๆ หากข้อมูลแบบนี้ถูกเข้าถึงก่อนใครโดยกลุ่มนักเทรดบางราย ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลไกตลาดก็ไม่ต่างจากการใช้ข้อมูลภายในของบริษัทจดทะเบียน
‘เกมเสี่ยงโชค’ vs ‘เกมใช้ทักษะ’ ผลลัพธ์ใกล้กัน แต่เศรษฐศาสตร์ไม่เหมือนกัน
คำถามว่าควรมองตลาดคาดการณ์เป็นเพียง ‘การพนัน’ หรือเป็น ‘เกมใช้ทักษะ (Game of Skill)’ ที่ผลิต ‘ข้อมูลและสัญญาณราคา’ คือประเด็นที่ชี้ชะตาทิศทางกำกับดูแล เซลลิกอธิบายว่า หากผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ถูกออกแบบบนฐานของ ‘ทักษะและข้อมูล’ ของผู้เล่น โครงสร้างทางเศรษฐกิจของสัญญาจะต่างจากเกมที่อาศัยเพียง ‘ดวง’ อย่างสิ้นเชิง
เขายกตัวอย่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยระบุว่า ในการเลือกตั้งครั้งหนึ่ง “ผู้ชนะชนะอย่างถล่มทลาย แต่โพลล์ดั้งเดิมคาดไม่ถูก ขณะที่ตลาดคาดการณ์กลับสะท้อนผลได้ใกล้ความจริงกว่า” แสดงให้เห็นว่าตลาดคาดการณ์สามารถรวม ‘ข้อมูลกระจายตัวของผู้เข้าร่วม’ เข้าสู่ราคาได้ดีกว่าการสำรวจความคิดเห็นในบางกรณี จึงถูกมองว่ามีบทบาทใกล้เคียง ‘โครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุน’ มากกว่าจะเป็นเพียงบ่อนพนัน
อย่างไรก็ตาม เซลลิกย้ำว่า หากต้องการให้ตลาดลักษณะนี้เติบโตอย่างยั่งยืน “กฎคุ้มครองผู้ลงทุนเป็นเงื่อนไขจำเป็น” เขายังชี้ให้เห็นความต่างเชิงโครงสร้างระหว่าง “ตลาดอนุพันธ์ถูกกฎหมาย” กับ “คาสิโน” โดยเน้นว่า ตลาดอนุพันธ์คือการจับคู่ระหว่างผู้เล่นเพื่อแลกเปลี่ยนสถานะกัน (position transfer) เพื่อสร้างสภาพคล่องและความเป็นระเบียบของราคา ไม่ใช่เกมที่เล่นกับ ‘เจ้ามือ’ แบบคาสิโน
อนุพันธ์ vs เดิมพัน: โครงสร้างตลาดคนละแบบ
เซลลิกอธิบายว่า ในคาสิโน ผู้เล่น “เดิมพันกับ ‘เจ้ามือ’ โดยตรง และแทบไม่มีสภาพคล่องให้ปิดหรือชดเชยสถานะกลางทาง” ตรงกันข้าม ในตลาดอนุพันธ์อย่างฟิวเจอร์ส ออปชัน หรือสวอป คู่สัญญาถูกกระจายออกไปในหมู่ผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ผู้เล่นสามารถโอนเปลี่ยนหรือปิดสถานะกลางทางได้ ซึ่งเป็นหัวใจของความ ‘สมบูรณ์ของตลาด’ และสภาพคล่อง
เขาเปิดเผยว่า ปัจจุบัน CFTC กำกับดูแลตลาดสวอปที่มีมูลค่าที่ตราไว้รวมกันราว 500 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 723,325 ล้านล้านวอน โดยกำหนดมาตรฐานการควบคุมที่เข้มงวดมากในตลาดซื้อขายที่เกี่ยวข้อง เซลลิกใช้จุดนี้ชี้ให้เห็นความต่างระหว่างแพลตฟอร์มเดิมพัน ‘นอกระบบ’ กับตลาดที่อยู่ภายใต้กฎของ CFTC ซึ่งมีระบอบกำกับดูแลสั่งสมมานานหลายทศวรรษ
‘บล็อกเชน’ กำลังเปลี่ยนตลาดซื้อขาย…เส้นแบ่งคริปโต–ตลาดคาดการณ์เริ่มเบลอ
เซลลิกมองว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนมีศักยภาพจะเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานและเคลียร์ธุรกรรมของตลาดซื้อขายแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง เขาคาดว่า “บล็อกเชนจะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการดำเนินงานของตลาดปัจจุบันอย่างมาก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออนุพันธ์บนเชน, ตลาดคาดการณ์, และหลักทรัพย์โทเคนไลซ์ เริ่มถูกรวมอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน เกิดเป็น ‘ตลาดทุนบนเชน’ เต็มรูปแบบ
เขายกตัวอย่างโปรโตคอลตลาดคาดการณ์อย่าง Polymarket ที่เริ่มทดลองออกผลิตภัณฑ์แบบ ‘พาร์เลย์ (Parlay)’ หรือเดิมพันผสมหลายเหตุการณ์ พร้อมระบุว่า “ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ตลาดคาดการณ์กำลังหน้าตาใกล้กับตลาดฟิวเจอร์สมากขึ้นเรื่อย ๆ” ความเปลี่ยนแปลงนี้ดึงประเด็น ‘ความสอดคล้องของกฎระเบียบ’ เข้าสู่โต๊ะเจรจาโดยตรง ทั้งต่อบิตคอยน์(BTC), อีเธอเรียม(ETH), อนุพันธ์บนเชน และสินทรัพย์โทเคนไลซ์ประเภทอื่น
เซลลิกย้ำว่าหน่วยงานไม่ได้ใช้มาตรฐานคนละชุดกับตลาดที่มี ‘ธีม’ แตกต่างกัน เช่น การเลือกตั้งหรือกีฬา แต่จะมองตาม “โครงสร้างตลาดและความเสี่ยง” มากกว่าเนื้อหาของเหตุการณ์ อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าเมื่อเทียบกับการขยายตัวของตลาด บุคลากรของ CFTC ยังขาดแคลนอย่างมาก การเสริมกำลังเพื่อดูแลตลาดที่ควบคุมจึงเป็นภารกิจเร่งด่วน
‘SEC vs CFTC’ และคริปโต: ต้องประสาน ไม่ใช่รวมศูนย์
เซลลิกอธิบายบทบาทของ SEC และ CFTC ว่าแตกต่างกันโดยระบบ SEC ทำหน้าที่เป็น ‘ผู้กำกับดูแลตลาดทุน’ เวลาที่มีผู้ออกหลักทรัพย์เพื่อระดมทุนจากไอเดียธุรกิจ ส่วน CFTC ซึ่งก่อตั้งขึ้นในทศวรรษ 1970 รับผิดชอบตลาดอนุพันธ์และฟิวเจอร์สที่ถูกใช้เพื่อ ‘บริหารจัดการความเสี่ยงและป้องกันความผันผวน’ โดยมีเป้าหมายหลักคือการถ่ายโอนความเสี่ยงและค้นพบราคา
เขาระบุว่า “การที่สองหน่วยงานไม่มีการประสานกันเลยเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้” แต่สิ่งที่ต้องการไม่ใช่ ‘การรวมหน่วยงาน (consolidation)’ หากเป็น ‘การประสานงาน (coordination)’ เพื่อไม่ให้กฎระเบียบที่แตกต่างสร้างความสับสนให้กับตลาดและผู้บริโภค ทั้งสองหน่วยงานจึงอยู่ระหว่างจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อเป็นกรอบพื้นฐานให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายร่วมกันตีความ และร่วมออกกฎสำหรับสินทรัพย์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง ‘หลักทรัพย์’ กับ ‘อนุพันธ์’ อย่างคริปโตและตลาดคาดการณ์
‘ไฟแนนซ์ดั้งเดิม vs ดีไฟ’ ปะทะกันบนเชน…กติกากลางเลี่ยงไม่ได้
เซลลิกชี้ว่า ตลาดการเงินดั้งเดิมและการเงินไร้ตัวกลาง (DeFi) ได้ปะทะกันจริงแล้วบนเชน ตัวอย่างคือโทเคนที่อ้างอิงหุ้นบริษัทดั้งเดิมอย่าง ‘เอ็นวีเดีย(NVIDIA)’ ที่เริ่มมีการซื้อขายในรูปแบบโทเคนบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ หาก SEC และ CFTC ใช้เกณฑ์คนละชุดกับสินทรัพย์ที่มี ‘สาระทางเศรษฐกิจเหมือนกัน’ ก็จะเปิดช่องให้เกิดทั้ง ‘การกำกับซ้ำซ้อน’ และ ‘ช่องว่างไร้การกำกับ’
เขาเตือนว่า การสร้างกติกาที่ขัดแย้งกันจะ “สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้กับตลาดและชาวอเมริกันทุกคน” และย้ำว่าคดีเกี่ยวกับคริปโตจำนวนมากจำเป็นต้องใช้ทั้ง ‘กติกากลางที่ออกโดยร่วมกัน’ และ ‘การบังคับใช้ร่วมกัน’ จากสองหน่วยงาน พร้อมวิจารณ์แนวทางที่ผ่านมาที่มักใช้การ “ออกกฎผ่านการฟ้องร้อง (Enforcement by regulation)” โดยขาดกระบวนการออกกฎอย่างเป็นทางการ
เซลลิกระบุว่า “ตลาดต้องการกติกาชัดเจนเหมือนกฎหมายจราจร” ไม่ใช่พึ่งพา ‘จดหมายไม่บังคับใช้กฎหมาย (No-action letter)’ แบบรายกรณี เขาเรียกร้องให้กลับไปใช้กระบวนการออกกฎที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ตลาดมีความแน่นอน
สถาบันเริ่มไหลเข้า ตลาดโครงสร้างใหม่กำลังก่อตัว
กระแสสนใจของนักลงทุนสถาบันในตลาดคาดการณ์และตลาดอนุพันธ์บนเชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เซลลิกสังเกตว่า สถาบันหลายแห่งชอบโมเดลที่สามารถวางมาร์จินผ่านโบรกเกอร์ หรือเทรดมาร์จินบนเชนโดยไม่ต้องมีโบรกเกอร์ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับตลาดอนุพันธ์ดั้งเดิม เขาเห็นว่า การดึงสถาบันเข้ามาอย่างจริงจังจำเป็นต้องมี ‘โครงสร้างพื้นฐานและกรอบกฎหมาย’ ใกล้เคียงกับตลาดอนุพันธ์ที่คุ้นเคย
เซลลิกมองว่าประเด็นโครงสร้างตลาดหลายเรื่องที่กำลังถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน “จริง ๆ แล้วควรถูกจัดการไปตั้งแต่หลายปีก่อน” แต่ที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับเลือกใช้วิธีออกข้อยกเว้นชั่วคราวและพึ่งพา no-action letter มากเกินไป ทำให้ตลาดต้องอยู่กับความไม่แน่นอนนานเกินจำเป็น เขายกตัวอย่างตลาด ‘ตลาดสัญญาที่กำหนด (Designated Contract Market: DCM)’ ที่ CFTC อนุมัติ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถดำเนินการได้อย่างมั่นคงภายใต้การกำกับเข้มข้นและการปราบปรามการฉ้อโกง–ปั่นราคา พร้อมส่งสัญญาณว่า ‘ตลาดคาดการณ์และคริปโต’ ก็น่าจะต้องเดินเข้าโครงสร้างใกล้เคียงกันในท้ายที่สุด
‘Clarity Act’ และสงครามชิงบทบาทผู้นำคริปโตของสหรัฐ
ในประเด็นทิศทางกำกับคริปโตในสหรัฐ เซลลิกใช้คำว่า “ช่วงเวลาชี้ขาด” พร้อมอ้างถึงความพยายามผลักดันร่างกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกเรียกรวมว่า ‘คลาริตี แอ็กต์(Clarity Act)’ เขามองว่า “ยุคของการเขียนกฎผ่านการบังคับใช้ได้จบลงแล้ว” และสหรัฐจำเป็นต้องมีกฎเป็นลายลักษณ์อักษรที่มองไกลและ ‘กันความเสี่ยงอนาคต (future-proof)’ เพื่อรองรับตลาดคริปโตภายในประเทศ
เขาเตือนว่า “ไม่อาจปล่อยให้ยุโรปและประเทศอื่น ๆ กำหนดกติกาในพื้นที่นี้โดยไม่มีสหรัฐร่วมโต๊ะ” พร้อมเสนอว่าสหรัฐควรเป็น ‘ผู้สร้างมาตรฐาน’ ด้านกฎเกณฑ์คริปโตและตลาดคาดการณ์ เพื่อไม่ให้การซื้อขายและนวัตกรรมหนีออกนอกประเทศ ไปอยู่ในเขตอำนาจศาลไร้กฎเกณฑ์
เซลลิกชี้ด้วยว่า สัญญาที่ไม่มีวันส่งมอบสินทรัพย์จริง มักเสี่ยงต่อการถูกปั่นราคาได้ง่ายกว่า ตัวอย่างเช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหมูที่มีการส่งมอบจริง จะมีข้อจำกัดด้านซัพพลายและโครงสร้างทางกายภาพช่วยหนุนความสมดุลของราคา ขณะที่สัญญาคาดการณ์ซึ่งชำระด้วยเงินสดล้วน ๆ อาจมีจุดเปราะบางด้านสภาพคล่องและโครงสร้างอุปทานมากกว่า ทำให้ต้องออกแบบกฎเสริมให้ละเอียดอ่อนตามลักษณะของแต่ละผลิตภัณฑ์
อนุพันธ์–หลักทรัพย์–ประกัน–การพนัน: สร้างสถานะคล้ายกัน แต่กฎหมายปฏิบัติไม่เท่ากัน
เซลลิกอ้างงานวิจัยฉบับหนึ่งชี้ว่า “อนุพันธ์, ฟิวเจอร์ส, หลักทรัพย์, ประกัน และการพนัน สามารถสร้าง ‘สถานะทางเศรษฐกิจ’ ที่คล้ายกันมาก แต่เพราะความต่างของโครงสร้างสัญญา ทำให้ถูกปฏิบัติทางกฎหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง” การถกเถียงว่าตลาดคาดการณ์เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุน หรือเป็นเพียงตลาดพนัน จึงต้องย้อนกลับไปดูที่ ‘โครงสร้างสัญญา, วัตถุประสงค์ และวิธีการส่งผ่านความเสี่ยง’ เป็นสำคัญ
เรื่อง ‘อายุผู้เข้าร่วม’ ก็เช่นกัน เขาระบุว่า ระบบการเงินสหรัฐโดยทั่วไปเปิดรับผู้เข้าร่วมอายุ 18 ปีขึ้นไป และผูกโยงกับความรับผิดชอบทางกฎหมาย หากจะเปลี่ยนเป็น 18 หรือ 21 ปีในตลาดใดตลาดหนึ่ง ถือเป็นการตัดสินใจเชิง ‘พ่อปกครอง (paternalistic)’ ที่ควรมาจากสภานิติบัญญัติ ไม่ใช่จากหน่วยงานกำกับ ขณะเดียวกัน เขาตั้งข้อสังเกตว่าหลายมลรัฐออกกฎเข้มงวดมากกับตลาดคาดการณ์และการพนันกีฬา ไม่ใช่เพราะความเสี่ยงทางการเงินเป็นหลัก แต่เพราะ ‘คำถามเชิงศีลธรรม’ ว่า ใครควรจะมีสิทธิเล่นพนันกีฬาได้บ้าง
CFTC เร่งอัปเกรด “คน+เทคโนโลยี”…แต่ตลาดคาดการณ์ควรถูกกำกับแค่ไหนกันแน่
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาด CFTC กำลังลงทุนหนักกับ ‘บุคลากรและเทคโนโลยี’ เซลลิกเผยว่าหน่วยงานมุ่งจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถสูงสุด และกำลังเปลี่ยนงานกำกับดูแลจำนวนมากจาก ‘การทำมือ’ ไปใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจับสัญญาณผิดปกติในตลาด
อย่างไรก็ดี เขาก็แสดงความสงสัยว่า CFTC ควรเข้าไปกำกับตลาดคาดการณ์ลึกแค่ไหน โดยเฉพาะตลาดอย่าง ‘เดิมพันว่าคาร์ดิ บีจะขึ้นเวทีซูเปอร์โบวล์หรือไม่’ เซลลิกตั้งคำถามว่า “มีเหตุผลจริง ๆ หรือไม่ที่ใครสักคนต้องการบริหารความเสี่ยงจากเหตุการณ์ทำนองนี้” ซึ่งโดยเนื้อแท้ห่างไกลจากตลาด ‘เฮจความเสี่ยง’ ที่กฎหมาย CEA กำหนดให้ CFTC ดูแล ชี้ให้เห็นว่าตลาดที่มีโครงสร้างต่างกัน อาจต้องการกรอบกำกับที่ต่างกันด้วย
ประกันภัย, ความเชื่อใจ, และข้อมูลไม่สมมาตร: ความเสี่ยงที่ผู้บริโภคไม่เห็น
ช่วงท้ายการให้สัมภาษณ์ เซลลิกหันมาพูดถึงตลาดประกันภัยเพื่อสะท้อนปัญหาโครงสร้างสัญญาและ ‘ข้อมูลไม่สมมาตร’ ที่อาจสร้างความเสียหายรุนแรงต่อผู้บริโภค เขาระบุว่า “ผลิตภัณฑ์ประกันที่เรามองว่าเชื่อถือได้มากที่สุดในสหรัฐ ก็สามารถสร้างแรงกระแทกทางการเงินรุนแรงที่สุดได้เช่นกัน” เพราะทุกปีมีเคลมจำนวนมหาศาลที่ถูกปฏิเสธ “ไม่ใช่เพราะผู้เอาประกันทำอะไรผิด แต่เพราะเงื่อนไขในกรมธรรม์ ‘ตัดความคุ้มครอง’ เหตุการณ์นั้นทิ้งไว้อย่างเงียบ ๆ”
ด้วยเหตุนี้ ‘ความเชื่อใจ’ จึงกลายเป็นดาบสองคม เพราะผู้บริโภคมักเชื่อว่า “สัญญายุติธรรม” ทั้งที่ในความเป็นจริง ฝ่ายประกันภัยรู้รายละเอียดว่าอะไรครอบคลุม–อะไรไม่ครอบคลุมอย่างละเอียด ในขณะที่ผู้เอาประกันส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านหรือเข้าใจเงื่อนไขทั้งหมด เซลลิกเชื่อว่าการถกเถียงเรื่องการกำกับดูแลตลาดคาดการณ์, อนุพันธ์ และคริปโต จะไม่มีความหมาย หากไม่ยอมเผชิญหน้ากับปัญหา ‘ข้อมูลไม่สมมาตร’ แบบเดียวกันนี้ เพราะไม่อย่างนั้น ‘การคุ้มครองผู้ลงทุน–ผู้บริโภค’ ก็จะเหลือเพียงคำขวัญสวยหรูเท่านั้น
ท้ายที่สุด โจทย์ใหญ่ของ CFTC ในการกำกับ‘ตลาดคาดการณ์’และ‘ตลาดคริปโต’ ถูกย่อเหลือเพียงคำถามเดียวคือ ‘จะทำอย่างไรให้การแบ่งปันข้อมูลและความเสี่ยงเป็นธรรมที่สุด’ ดังที่เซลลิกย้ำ สหรัฐมีทางเลือกว่าจะใช้ ‘กฎชัดเจน–กำกับสม่ำเสมอ’ เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้กำหนดมาตรฐานโลก หรือปล่อยให้ ‘ช่องว่างกฎหมาย–กฎกระจัดกระจาย’ ผลักดันนวัตกรรมและสภาพคล่องไหลออกนอกประเทศ การตัดสินใจด้านนโยบายและกฎหมายในไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของทั้งตลาดคาดการณ์และตลาดคริปโตในระดับโลกอย่างแท้จริง ‘ความคิดเห็น’
ความคิดเห็น 0