Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

เชนอะลิซิสชี้ข้อมูลบล็อกเชนเป็นเรดาร์เตือนวิกฤตยาเสพติด–ค้ามนุษย์ล่วงหน้าได้หลายเดือน

บล็อกเชนถูกชี้ว่าอาจกลายเป็น ‘เรดาร์’ ตรวจจับวิกฤต ‘ยาเสพติดชนิดใหม่’ ได้ล่วงหน้าเป็นเดือนๆ หลังมีการวิเคราะห์พบว่า หากติดตามการไหลเวียนของคริปโตที่เชื่อมโยงกับตลาดมืดบนดาร์กเว็บ ก็สามารถมองเห็นสัญญาณการระบาดของสารเสพติดและการเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดได้ก่อนที่ตัวเลขจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างเป็นทางการจะถูกประกาศออกมา

บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน ‘เชนอะลิซิส(Chainalysis)’ เผยในรายงานล่าสุดว่า จากการสำรวจธุรกรรมคริปโตผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดมืดซื้อขายยาเสพติดและตลาดมืดฉ้อโกงตลอดปี 2025 พบว่ามีเม็ดเงินคริปโตไหลเข้าไปยังตลาดมืดยาเสพติดรวมราว 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.77 ล้านล้านวอน) แม้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในหลายประเทศจะปิดตลาดมืดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่การค้าขายยาเสพติดออนไลน์ยังเดินหน้าต่อไปในลักษณะ ‘เศรษฐกิจขนาดใหญ่’ อย่างต่อเนื่อง รายงานระบุว่า ผู้ขายบนดาร์กเน็ตยังคงใช้รูปแบบเดิม คือรับชำระด้วยคริปโตผ่านกระเป๋าเงินส่วนตัวและกระดานเทรดแบบรวมศูนย์

เชนอะลิซิสย้ำว่า ข้อมูลบนบล็อกเชนเหล่านี้ไม่ได้มีค่าแค่เป็นสถิติอาชญากรรม แต่ยังใช้เป็น ‘ตัวชี้วัดด้านสาธารณสุข’ ได้ด้วย โดยเฉพาะธุรกรรมคริปโตที่ไหลไปยังผู้ให้บริการสารเคมี ‘วัตถุตั้งต้น’ ซึ่งใช้ผลิตเฟนทานิล(Fentanyl) พบว่ามียอดชำระลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงกลางปี 2023 ก่อนที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดในสหรัฐและแคนาดาจะขึ้นจุดสูงสุดในปี 2023 แล้วเริ่มลดลงตามมาในอีกไม่กี่เดือนถัดไป

‘ความคิดเห็น’ การลดลงของการจ่ายเงินซื้อสารตั้งต้นในฝั่งซัพพลายเชน ก่อนที่สถิติการเสียชีวิตจะเริ่มชะลอตัวในภายหลัง ชี้ให้เห็นว่าเงินบนบล็อกเชนสามารถสะท้อนจุดเปลี่ยนของวิกฤตยาเสพติดได้เร็วกว่าระบบสถิติทางการ ซึ่งมักตามหลังเหตุการณ์จริงเสมอ

เชนอะลิซิสระบุว่า หากมีการเฝ้าติดตามธุรกรรมบนเชนที่เกี่ยวข้องกับผู้จำหน่ายสารตั้งต้นเฟนทานิลอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานรัฐจะสามารถตรวจจับ ‘จุดเปลี่ยน’ ของแนวโน้มการใช้ยาเกินขนาดได้ก่อนที่ข้อมูลจะไปปรากฏในสถิติทางการราว 3–6 เดือน โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่า เงินทุนในระดับค้าส่งและกระจายสินค้าจะเคลื่อนตัวก่อนที่ยาเหล่านั้นจะไปถึงผู้ใช้ปลายทาง

รายงานอธิบายว่า ‘เงินจะเริ่มเคลื่อนไหวก่อนที่วิกฤตจะปะทุเต็มรูปแบบ’ เพราะยาเสพติดต้องถูกซื้อไว้เพื่อการกระจายขายต่อ จากนั้นจึงตามมาด้วยการใช้จริง และสุดท้ายผู้เสพส่วนหนึ่งจึงไปถึงขั้นใช้ยาเกินขนาดและเข้าสู่ระบบสาธารณสุข ด้วยความที่ข้อมูลบนบล็อกเชนถูกอัปเดตแบบเรียลไทม์ เชนอะลิซิสจึงมองว่ามันสามารถทำหน้าที่เป็น ‘ระบบเตือนภัยล่วงหน้า’ ความละเอียดสูงได้ โดยธุรกรรมคริปโตทำหน้าที่เป็น ‘สัญญาณนำ’ ที่สะท้อนช่วงต้นของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งมาก่อนชั้นข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุข

เชนอะลิซิสยังได้นำข้อมูลธุรกรรมบนเชนมาวิเคราะห์เทียบกับข้อมูลสาธารณสุขของแคนาดา โดยแบ่งกลุ่มตามขนาดธุรกรรม เพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่าง ‘เม็ดเงินคริปโต’ กับตัวชี้วัดด้านสุขภาพ ผลพบว่า การชำระเงินขนาดเล็กต่ำกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 725,000 วอน) แทบไม่มีความเชื่อมโยงชัดเจนกับจำนวนการเข้าเยี่ยมห้องฉุกเฉินหรือสถิติการเสียชีวิตจากยาเกินขนาด

ตรงกันข้าม ธุรกรรมที่มีขนาด 500 ดอลลาร์ขึ้นไปกลับแสดงรูปแบบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับการเพิ่มขึ้นของการเข้ารักษาและการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ ‘สารกระตุ้น’ รายงานตีความว่า การชำระเงินก้อนใหญ่มักไม่ได้มาจากผู้ใช้ปลายทาง แต่สื่อถึงการซื้อแบบ ‘ล็อตใหญ่’ ระดับค้าส่งหรือเพื่อขายต่อในตลาดรายย่อย กล่าวคือ เมื่อมีการตรวจพบการชำระเงินจำนวนมากในห่วงโซ่ซัพพลายเชน จะมีความล่าช้าเล็กน้อยก่อนที่ตัวเลขการเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉินและการเสียชีวิตจากสารกระตุ้นเกินขนาดจะขยับตามขึ้นมา

เชนอะลิซิสเสนอว่า หากภาครัฐใช้ความสัมพันธ์เหล่านี้อย่างเป็นระบบ หน่วยงานสาธารณสุขจะสามารถกำหนด ‘ระดับความเสี่ยง’ ล่วงหน้าสำหรับพื้นที่หรือกลุ่มสารเสพติดบางประเภท แล้วเร่งออกมาตรการป้องกัน การรณรงค์ให้ความรู้ หรือปรับการจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์ไปยังจุดเสี่ยงได้ก่อนเวลา อย่างไรก็ดี รายงานย้ำว่า ‘ความสัมพันธ์ทางสถิติ’ ไม่ได้หมายถึง ‘ความเป็นเหตุเป็นผล’ โดยอัตโนมัติ จึงจำเป็นต้องมีการพิสูจน์ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขและหน่วยสืบสวนเพิ่มเติม

ด้านความพยายามกวาดล้างตลาดมืด รายงานยังหยิบยกเคส ‘อะบาคุส มาร์เก็ต(Abacus Market)’ ซึ่งถูกปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2025 มาเป็นตัวอย่าง เชนอะลิซิสเผยว่า หลังจากตลาดแห่งนี้ถูกปิด กิจกรรมซื้อขายคริปโตและความเคลื่อนไหวของผู้ขายกลับย้ายไปยังแพลตฟอร์มอื่น เช่น ‘ทอร์ซอน(TorZon)’ อย่างรวดเร็ว

จากข้อมูลบนเชน เชนอะลิซิสวิเคราะห์ว่า ผู้ขายบนดาร์กเน็ตมักกระจายสินค้าบนหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน หรือตั้งใจย้ายสต็อกเป็นระยะเพื่อรับมือการปราบปราม เมื่อมีตลาดใดตลาดหนึ่งถูกปิด เครือข่ายธุรกรรมและซัพพลายเชนจึงมักถูกปรับโครงสร้างใหม่ในแพลตฟอร์มอื่นภายในเวลาไม่นาน กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การปิดกั้นเฉพาะเว็บไซต์รายตัวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ระบบนิเวศการค้ายาเสพติดออนไลน์หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

ในส่วนของตลาดฉ้อโกง รายงานชี้ให้เห็นภาพที่ต่างออกไป เชนอะลิซิสระบุว่า ภายหลังมีการปราบปรามโครงสร้างพื้นฐานบางส่วน ปริมาณธุรกรรมบนเชนของตลาดฉ้อโกงลดลงจากราว 205 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 297.2 พันล้านวอน) เหลือเพียงราว 87.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 126.9 พันล้านวอน) แต่ภาพรวมไม่ได้หมายความว่าภัยคุกคามลดลงอย่างเรียบง่าย

เชนอะลิซิสพบว่า แทนที่การฉ้อโกงจะหายไป โครงสร้างกลับเคลื่อนตัวจากรูปแบบ ‘ค้าปลีก’ ไปสู่ ‘ค้าส่ง’ มากขึ้น โดยเฉพาะเครือข่ายภาษาจีนบนแพลตฟอร์มเทเลแกรมที่เน้นขายข้อมูลชำระเงินที่ถูกขโมย (ทั้งบัตรและบัญชีต่างๆ) แบบล็อตใหญ่หรือ ‘บัลก์เซล’ ให้กับผู้เล่นรายอื่น แทนที่จะกระจายอยู่ตามเว็บหลอกลวงขนาดเล็กจำนวนมาก จึงกลายเป็นว่าตลาดฉ้อโกงถูกขับเคลื่อนโดยเครือข่ายค้าส่งขนาดใหญ่ที่ยึดโยงกับกลุ่มภาษาและองค์กรเฉพาะมากขึ้น

รายงานยังเตือนถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของการไหลเวียนคริปโตที่เชื่อมโยงกับ ‘การค้ามนุษย์’ โดยเชนอะลิซิสระบุว่า ตลอดปี 2025 ปริมาณธุรกรรมบนเชนที่ถูกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์เพิ่มขึ้นถึง 85% จากปีก่อน จนแตะระดับ ‘หลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ’ ซึ่งคิดเป็นระดับ ‘หลายล้านล้านวอน’

ธุรกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกระบุว่ามีต้นตอจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับ ‘คอมพาวนด์ฉ้อโกง’ หรือค่ายบังคับใช้แรงงานเพื่อทำงานฉ้อโกงออนไลน์ คาสิโนออนไลน์ และเครือข่ายฟอกเงินภาษาจีน เชนอะลิซิสเผยว่ากำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในหลายประเทศเพื่อไล่ตามเส้นทางเงินเหล่านี้ แต่ก็ยอมรับว่าการที่โครงสร้างอาชญากรรมฝังรากอยู่ในองค์กรภาคพื้นดินทำให้การกวาดล้างอย่างเด็ดขาดในระยะสั้นเป็นเรื่องยาก

โดยภาพรวม รายงานชุดนี้ชี้ให้เห็นว่า ‘การวิเคราะห์บล็อกเชน’ กำลังขยายบทบาทจากเครื่องมือระบุติดตาม ‘เงินผิดกฎหมาย’ ไปสู่การเป็นฐานข้อมูลเพื่อออกแบบนโยบายสาธารณสุขและนโยบายสังคมอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อผสานข้อมูลการจ่ายเงินค่าสารตั้งต้นเฟนทานิล ธุรกรรมคริปโตระดับค้าส่งของสารกระตุ้น และเงินที่เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์เข้าด้วยกัน รัฐบาลอาจตรวจจับความเสี่ยงและวางกลยุทธ์ตอบสนองล่วงหน้าได้ก่อนตัวเลขทางการจะตามมา

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบนบล็อกเชนเองก็มีข้อจำกัดชัดเจน ทั้งจากการใช้เครื่องมือปกปิดตัวตน ‘มิกเซอร์’ รวมถึงคริปโตที่เน้นความเป็นส่วนตัว ซึ่งทำให้การติดตามเส้นทางเงินซับซ้อนขึ้นไปอีก นอกจากนี้ การจะพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าธุรกรรมหนึ่งๆ เชื่อมโยงกับอาชญากรรมหรือความเสี่ยงด้านสาธารณสุขจริงหรือไม่นั้น จำเป็นต้องนำข้อมูลบนเชนมาประกอบกับการสืบสวนภาคสนาม สถิติทางการแพทย์ และข้อมูลเชิงพื้นที่

เชนอะลิซิสจึงเน้นว่า ‘ข้อมูลบล็อกเชนแบบเรียลไทม์’ ควรถูกมองเป็นสินทรัพย์ด้าน ‘สัญญาณนำ’ ที่สำคัญสำหรับรัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขในอนาคต พร้อมเรียกร้องให้แต่ละประเทศพิจารณานำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการกำหนดนโยบายสาธารณะควบคู่กับมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสม ตราบใดที่ตลาดมืดยาเสพติด การค้ามนุษย์ และตลาดฉ้อโกงยังคงใช้คริปโตเป็นเครื่องมือ ‘ข้อมูลบนเชน’ ก็ยิ่งโดดเด่นในฐานะหน้าต่างใหม่ที่ช่วยมองเห็นวิกฤตสังคมก่อนจะปะทุเต็มรูปแบบ

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1