สภามลรัฐมิสซูรีของสหรัฐกำลังกระตุ้นการแข่งขันด้านนโยบาย ‘คริปโตในงบรัฐ’ อีกครั้ง หลังส่งร่างกฎหมายตั้ง ‘กองทุนสำรองยุทธศาสตร์บิตคอยน์(BTC)’ เข้าพิจารณาในคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนราษฎร โดยเป้าหมายคือการนำ ‘บิตคอยน์(BTC)’ เข้ามาอยู่ในกรอบการบริหารการคลังของมลรัฐ แม้ในระยะสั้นจะมีสัญญาณชะลอตัวจากฝั่งสถาบัน ทั้งการไหลออกของเงินจากกองทุน ETF บิตคอยน์(BTC) แบบสปอต แต่แนวคิดของมิสซูรีเน้นที่การถือครองระยะยาวและการป้องกันความเสี่ยงด้านค่าเงินมากกว่าการเก็งกำไรในรอบไซเคิลตลาด
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ (เวลาท้องถิ่น) สภาผู้แทนราษฎรมลรัฐมิสซูรีได้ส่ง ‘ร่างกฎหมายสภาผู้แทนราษฎรหมายเลข 2080 (HB 2080)’ เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการด้านพาณิชย์ (House Commerce Committee) เนื้อหาหลักคือการแก้ไขกฎหมายมลรัฐมิสซูรี หมวดที่ 30 เพื่อเปิดทางให้สำนักงานเหรัญญิกมลรัฐ (State Treasurer) สามารถ ‘รับและเก็บรักษา’ บิตคอยน์(BTC) ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผู้เสนอร่างคือ เบน คีธลีย์(Ben Keathley) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของมิสซูรี ซึ่งเคยผลักดันร่างกฎหมายลักษณะคล้ายกันเมื่อมีนาคมปีก่อนแต่ไม่ผ่านความเห็นชอบ รอบนี้จึงถือเป็นครั้งที่สอง โดยได้มีการปรับถ้อยคำและรายละเอียดของร่างจนเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาอย่างเป็นทางการแล้ว
แนวคิดของ HB 2080 คือการจัดให้บิตคอยน์(BTC) เป็น ‘ทรัพย์สินสำรองเชิงยุทธศาสตร์’ ในระดับมลรัฐ หากร่างผ่านครบกระบวนการ กองทุนสำรองดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป ฝ่ายสนับสนุนให้เหตุผลว่า บิตคอยน์(BTC) สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือ ‘เฮดจ์’ ต่อเงินเฟ้อและการเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์ในระดับรัฐบาลกลาง โดยวางกรอบไว้ชัดว่าจุดเน้นอยู่ที่ ‘การถือระยะยาว’ ไม่ใช่การซื้อขายเก็งกำไรตามความผันผวนของราคาในแต่ละวัน
จังหวะการเดินหน้าก็น่าสนใจ เพราะในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานว่า กองทุน ETF บิตคอยน์(BTC) แบบสปอตในสหรัฐเผชิญภาวะเงินทุนไหลออกสุทธิอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าความต้องการจากฝั่งสถาบันอาจชะลอลงในระยะสั้น ทว่า ‘การสะสมสำรองบิตคอยน์(BTC) ของมิสซูรี’ กลับถูกขับเคลื่อนในทิศทางตรงข้ามกับวัฏจักรตลาด ทำให้โครงการนี้ถูกมองว่าเป็น ‘เดิมพันเชิงนโยบายด้านระยะยาว’ มากกว่าการตอบสนองต่อกระแสการลงทุนระยะสั้น
‘ความคิดเห็น’ ถ้ามิสซูรีเดินหน้าตามแผนจนถึงวันเริ่มใช้จริงในปี 2026 ก็อาจกลายเป็นเคสศึกษาว่า รัฐส่วนย่อยในสหรัฐจะใช้คริปโตเป็นเครื่องมือรับมือเงินเฟ้อและความเสี่ยงค่าเงินในระดับนโยบายได้แค่ไหน
จุดสำคัญที่สุดของร่าง HB 2080 คือ ‘ข้อบังคับถือครอง 5 ปี’ กฎหมายกำหนดว่า บิตคอยน์(BTC) ที่ได้รับเข้ากองทุนในรูปแบบการบริจาค จะไม่สามารถถูกขายหรือโอนออกไปได้ก่อนครบระยะเวลา 5 ปีเต็ม เงื่อนไขนี้เท่ากับปิดประตูไม่ให้รัฐนำสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงมาบริหารแบบระยะสั้นหรือเพื่ออุดช่องว่างงบประมาณเฉพาะกิจ แต่บังคับให้ใช้บิตคอยน์(BTC) ในฐานะสินทรัพย์สำรองระยะยาวโดยตรง
ด้านความปลอดภัย ร่างกฎหมายระบุชัดว่า เหรัญญิกมลรัฐต้องเก็บรักษาบิตคอยน์(BTC) ผ่าน ‘คอลด์สตอเรจ (cold storage)’ เท่านั้น โดยแยกเก็บกุญแจส่วนตัว (Private Key) ไว้ในระบบออฟไลน์เพื่อลดความเสี่ยงจากการแฮ็ก รวมทั้งลดโอกาสเกิดปัญหาการควบคุมภายในและการทุจริต แนวคิดนี้สะท้อนการนำหลักปฏิบัติมาตรฐานของนักลงทุนคริปโตรายใหญ่ มาใช้กับการบริหารทรัพย์สินสาธารณะอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้รัฐบาลมลรัฐยังต้องเปิดเผยรายงานต่อสาธารณะทุก 2 ปี โดยต้องระบุรายละเอียดการดำเนินงานกองทุน ผลการตรวจสอบด้านความปลอดภัย และบันทึกธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบิตคอยน์(BTC) ทั้งหมด เพื่อสร้างความโปร่งใสและการตรวจสอบจากสาธารณะ
ในมิติของเงินทุน ร่าง HB 2080 ตั้งกรอบคุมเข้มเช่นกัน โดย ‘ห้ามใช้เงินภาษี’ ของประชาชนในการซื้อบิตคอยน์(BTC) โดยเด็ดขาด แหล่งที่มาของบิตคอยน์(BTC) จะต้องมาจากการบริจาค (gifts) หรือเงินสนับสนุน (grants) จากภาคเอกชนเท่านั้น โครงสร้างนี้ช่วยลดแรงเสียดทานทางการเมืองจากการนำภาษีไปซื้อคริปโต ขณะเดียวกันก็เปิดประตูเชิงกฎหมายให้กลไก ‘การถือครองบิตคอยน์(BTC) ในระดับรัฐ’ เริ่มต้นขึ้นได้ เมื่อโครงสร้างและระบบพร้อมแล้ว หากบริบทการเมืองหรือเศรษฐกิจในอนาคตเปลี่ยนไป ก็อาจมีการขยับขยายขอบเขตเพิ่มเติมได้ง่ายขึ้น
มิสซูรีไม่ได้เคลื่อนไหวเพียงลำพัง หลายมลรัฐในสหรัฐกำลังเร่งส่งสัญญาณ ‘เป็นมิตรต่อคริปโต’ เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมและเงินลงทุน ท่ามกลางการแข่งขันกันสร้างกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น มลรัฐแอริโซนาเพิ่งมีข่าวว่าร่างกฎหมายจัดตั้ง ‘กองทุนสำรองยุทธศาสตร์สินทรัพย์ดิจิทัล’ ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการด้านการคลังของวุฒิสภามลรัฐแล้ว ทำให้มิสซูรีถูกจับตามองว่าจะเข้าร่วมกลุ่มรัฐอย่างเท็กซัสและแอริโซนา ซึ่งต่างผลักดันกรอบกฎหมายเพื่อรองรับ ‘การสำรองสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับมลรัฐ’ อย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกัน บนเวทีรัฐบาลกลาง สัญญาณการผลักดันให้มีกติกาที่ชัดขึ้นสำหรับคริปโตก็กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ หากในอนาคตรัฐบาลกลางสามารถกำหนดกรอบกฎหมายและการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลได้ชัดเจนกว่าเดิม ก็อาจเปิดช่องให้มิสซูรีปรับขยายโครงสร้างของกองทุนจากปัจจุบันที่อิงกับ ‘การบริจาคเท่านั้น’ ไปสู่รูปแบบการจัดสรรและบริหารสินทรัพย์ดิจิทัลในวงกว้างมากขึ้น
หาก HB 2080 ผ่านกระบวนการทั้งหมดจนมีผลบังคับใช้จริง มิสซูรีจะกลายเป็นหนึ่งใน ‘สนามทดลอง’ แรกๆ ของสหรัฐที่พยายามนำบิตคอยน์(BTC) เข้ามาอยู่ในระบบการเงินการคลังของรัฐอย่างเป็นทางการ การทดลองครั้งนี้จะตอบคำถามสำคัญว่า การมอง ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารทรัพย์สินสาธารณะสามารถทำได้จริงแค่ไหน จะมีปัญหาด้านความผันผวน การเมือง และการกำกับดูแลอย่างไร และในที่สุด โมเดลแบบมิสซูรีจะถูกนำไปต่อยอดหรือเลียนแบบในมลรัฐอื่นๆ หรือไม่ ‘ความคิดเห็น’ หากผลลัพธ์เบื้องต้นเป็นบวก ทั้งในมุมการจัดการความเสี่ยงและความเชื่อมั่นของประชาชน ก็อาจเห็น ‘กองทุนสำรองบิตคอยน์(BTC) ระดับรัฐ’ ผุดขึ้นในหลายพื้นที่ของสหรัฐในระยะต่อไป
ความคิดเห็น 0