อีเธอเรียม(ETH) ยังคงดีดตัวไม่ผ่านแนวต้านสำคัญ ทำให้แรง ‘ขาย’ ในตลาดยืดเยื้อออกไปอีก ขณะที่บรรยากาศในตลาดคริปโตโดยรวมเริ่มไหลจากโหมด ‘ป้องกันความเสี่ยง’ ไปสู่จุดที่บางช่วงดูใกล้เคียงกับภาวะ ‘ตื่นตระหนก’ นักลงทุนทั้งรายย่อยและสถาบันจึงหันมาบริหารสภาพคล่องอย่างระมัดระวัง ลดการเปิดรับความเสี่ยงลงอย่างชัดเจน ท่ามกลางความผันผวนที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนด้านมหภาคที่ยังไม่คลี่คลาย ‘อีเธอเรียม(ETH)’ จึงยังเผชิญโอกาสอ่อนตัวต่อในระยะสั้น
ด้านข้อมูลบนเชนยิ่งตอกย้ำความกังวลของตลาด ‘คริปโตควอนต์(CryptoQuant)’ เผยในรายงานล่าสุดว่า ตัวชี้วัด ‘ที่อยู่ฝากเหรียญของผู้ใช้บนไบแนนซ์ (Binance User Deposit Address)’ สำหรับอีเธอเรียมพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จำนวนที่อยู่กระเป๋า ‘เฉพาะราย’ ที่โอนอีเธอเรียมเข้าไปยังไบแนนซ์เพิ่มจากราว 3.6 แสนแอดเดรสเป็นมากกว่า 4.5 แสนแอดเดรส ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 เป็นต้นมา โดยทั่วไป การย้ายสินทรัพย์เข้า ‘กระดานเทรด’ มักเชื่อมโยงกับการขาย การใช้เป็นหลักประกัน หรือการปรับสมดุลพอร์ต ซึ่งเกี่ยวข้องกับการ ‘เปลี่ยนเป็นเงินสด’ และมักถูกใช้เป็น ‘พร็อกซี’ ประเมินแรงขายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การที่จำนวน ‘ที่อยู่ฝากเหรียญ’ เพิ่มขึ้นอย่างมากไม่ได้แปลว่าทั้งหมดจะถูกเทขายในตลาดสปอตทันที ยังมีความเป็นไปได้ว่าบางส่วนถูกย้ายเข้าไปเพื่อเปิดหรือปรับ ‘สถานะอนุพันธ์’ ทำเฮดจ์ หรือเติมมาร์จิ้นเพื่อป้องกันการถูกล้างพอร์ต *ความคิดเห็น* การที่เม็ดเงินไหลเข้ากระดานมากขนาดนี้อย่างรวดเร็ว อย่างน้อยก็สะท้อนว่าความตึงเครียดในตลาดกำลังสูงขึ้น และควรจับตาว่าแรงซื้อฝั่งตรงข้ามจะรับแรงขายที่อาจตามมาได้มากน้อยแค่ไหน
‘การโอนเข้าเว็บเทรดเพิ่มขึ้นผิดปกติ + ราคาปรับฐานแรง’ ยิ่งทำให้บรรยากาศ ‘ไม่มั่นคง’ หนักขึ้น อีเธอเรียมไหลลงมาจากโซนยอดสูงรอบล่าสุดแถว 4,900 ดอลลาร์ (ราว 699.95 ล้านบาทต่อ 100 ETH) ลงมาสู่ย่าน 1,900 ดอลลาร์ (ราว 271.30 ล้านบาทต่อ 100 ETH) ในช่วงสั้นๆ ระหว่างที่ราคากำลังร่วงลง ปริมาณ ‘ที่อยู่ฝากเหรียญ’ บนกระดานกลับพุ่งขึ้น ซึ่งในมุมมองออนเชนมักตีความได้เป็น 2 สถานการณ์หลัก
สถานการณ์แรก คือโอกาสเกิด ‘การเทขายยอมแพ้’ ของรายย่อย เมื่อจำนวนที่อยู่ฝากเหรียญเพิ่มสูงขึ้นรวดเร็วในจังหวะราคาดิ่ง มักเป็นสัญญาณว่ากลุ่มนักลงทุนขนาดเล็กที่ทนขาดทุนมาระยะหนึ่งเริ่ม ‘ยกเหรียญเข้ากระดาน’ เพื่อรอขายทิ้ง หากภาพนี้เดินหน้าต่อ แรงขายระยะสั้นอาจทวีความรุนแรงขึ้นอีก
สถานการณ์ที่สอง คือสัญญาณ ‘เติมมาร์จิ้น’ ในตลาดอนุพันธ์ เมื่อราคาอีเธอเรียมหลุดลงมาต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์ ความเสี่ยงที่จะถูกบังคับขายสัญญาเลเวอเรจจะเพิ่มขึ้น เทรดเดอร์ที่ต้องการรักษาสถานะจึงอาจโอนอีเธอเรียมจากกระเป๋าเย็นเข้ากระดาน เพื่อใช้เติมมาร์จิ้นในสัญญาฟิวเจอร์สและสว็อป กรณีนี้ การโอนเข้าไม่ได้หมายถึงแรงขายทันที แต่สะท้อนว่าระดับ ‘เลเวอเรจ’ ในระบบเริ่มตึงตัวมากขึ้น
ในจังหวะสั้นๆ เพียงแค่ ‘อุปทานพร้อมขาย’ บนกระดานมากขึ้นก็เพียงพอให้ความผันผวนเพิ่มขึ้น เมื่อมีคำสั่งขายชุดใหญ่ไหลออกมา *ความคิดเห็น* อย่างไรก็ดี ในอดีต โซนที่กิจกรรมฝากเหรียญพุ่งขึ้นสุดโต่ง มักไปตรงกับปลายทางของรอบพักฐาน ซึ่งเป็นช่วงที่แรงขายใกล้หมดไฟเช่นกัน ปัจจัยชี้ขาดจึงอยู่ที่ภาพต่อเนื่องว่า หลังจากนี้จะเห็น ‘การถอนเหรียญออกจากกระดาน’ กลับไปเก็บในกระเป๋าส่วนตัวตามมาหรือไม่ รวมถึงแรงรับฝั่งซื้อในตลาดสปอต และการปรับลดความเสี่ยงของสถานะอนุพันธ์จะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน
ด้านเทคนิค ‘อีเธอเรียม(ETH)’ กำลังถูกทดสอบอย่างหนักบนกรอบกราฟรายสัปดาห์ หลังจากขึ้นไปชนแนวต้านแถว 4,800–5,000 ดอลลาร์ และยืนยันว่าเป็นโซนขายชัดเจน โมเมนตัมขาขึ้นเริ่มอ่อนแรงและเปลี่ยนเป็นการย่อตัวลึกจนมาที่โซน 1,900 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นบริเวณที่เคยทำหน้าที่เป็นทั้ง ‘แนวรับ’ และ ‘โซนสะสมแรงซื้อ–แรงขาย’ ในรอบก่อน ๆ ตอนนี้ตลาดจึงเหมือนกำลังกลับมาตรวจสอบ ‘ฐานโครงสร้าง’ เดิมอีกครั้ง
การที่ราคาไม่สามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะกลางได้ กลายเป็นแรงกดดันเพิ่มเติม ‘เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 สัปดาห์’ หันหัวลงและเริ่มทำหน้าที่คล้ายแนวต้านด้านบน ขณะที่ ‘เส้น 100 สัปดาห์’ เริ่มแบนตัว ราคามุ่งลงไปหาโซนเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวสำคัญอย่าง ‘เส้น 200 สัปดาห์’ ซึ่งในอดีตมักถูกมองว่าเป็นเหมือน ‘กันชน’ ของวัฏจักร หากระดับนี้ถูกทะลุลงอย่างชัดเจนอาจเปิดทางให้ขาลงลึกกว่าเดิม แต่ถ้าราคาสามารถยืนเหนือโซนนี้ได้อย่างมั่นคง มุมมอง ‘สะสมของระยะกลาง’ และแนวคิดซื้อที่จุดต่ำอาจเริ่มกลับมาได้รับน้ำหนักมากขึ้น
ปริมาณซื้อขายในช่วงราคาปรับตัวลงก็มีลักษณะเด้งขึ้นเป็นระยะ แต่ยังไม่เข้าข่ายแรงซื้อเชิงรุก หากพิจารณาจากแพตเทิร์นโดยรวมจะใกล้เคียงกับภาวะ ‘กระจายของ’ หรือ ‘ดีสทริบิวชัน’ มากกว่า ในหลายครั้ง การที่ความผันผวนเริ่มบีบตัวบริเวณเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว มักเป็นสัญญาณนำของการกลับตัว ทว่าเงื่อนไขที่จะยืนยันภาพนั้นได้ ต้องมีทั้งการยึดคืนแนวต้านสำคัญพร้อมการยืนปิดเหนือระดับดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสัญญาณฟื้นตัวจากตัวชี้วัดการเข้าร่วมของตลาด เช่น ปริมาณซื้อขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเม็ดเงินใหม่ไหลเข้าตลาด
ท้ายที่สุด อีเธอเรียม(ETH) กำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญที่มีทั้ง ‘สัญญาณเตือนจากออนเชน’ ผ่านการพุ่งขึ้นของจำนวนที่อยู่ฝากเหรียญบนกระดาน และ ‘แรงกดดันจากการทดสอบแนวรับระยะยาว’ บนกราฟเทคนิค ทิศทางต่อจากนี้มีแนวโน้มขึ้นอยู่กับว่า อุปทานบนกระดานเทรดจะถูกเปลี่ยนเป็นแรงขายจริงมากน้อยแค่ไหน หรือจะเป็นเพียงการปรับสถานะและเติมมาร์จิ้นที่ค่อยๆ คลี่คลาย แล้วเปิดทางให้ตลาดสร้าง ‘สัญญาณทำฐานระยะสั้น’ เพื่อเตรียมเข้าสู่ช่วงใหม่ของวัฏจักรราคาในอนาคต
ความคิดเห็น 0