ทางการเงินอังกฤษ(FCA) เดินเครื่อง ‘ทดลองกฎสเตเบิลคอยน์’ เต็มรูปแบบ หลังคัดเลือก 4 บริษัทเข้าร่วมโปรแกรมสเตเบิลคอยน์ในกรอบ ‘กฎระเบียบแซนด์บ็อกซ์’ โดยจะเริ่มทดสอบใน ‘สภาพแวดล้อมการซื้อขายจริง’ ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2026 ซึ่งจะมีน้ำหนักอย่างมากต่อโครงร่างสุดท้ายของ ‘กฎสเตเบิลคอยน์’ อังกฤษที่จะสรุปภายในปีเดียวกัน
FCA ประกาศคัดเลือกบริษัท 4 แห่งเข้าร่วมโปรแกรม ‘สเตเบิลคอยน์ โคฮอร์ต(stablecoins cohort)’ ได้แก่ โมนี ไฟแนนเชียล เทคโนโลยีส์(Monee Financial Technologies), รีสเตบิไลซ์(ReStabilise), เรโวลู트(Revolut) และ VVTX กลุ่มบริษัทเหล่านี้จะทดลองให้บริการเกี่ยวกับสเตเบิลคอยน์ตามกรอบกฎเกณฑ์ที่ FCA เสนอไว้ ครอบคลุมทั้ง ‘การออกเหรียญ, การชำระเงิน, การชำระราคา (เซ็ตเทิลเมนต์), และการซื้อขาย’ โดยทั้งหมดจะดำเนินการในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
โปรแกรม ‘สเตเบิลคอยน์ โคฮอร์ต’ เป็นแทร็กเฉพาะที่ FCA จัดตั้งขึ้นภายในแซนด์บ็อกซ์กำกับดูแล ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 FCA ระบุว่า โปรแกรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำมั่นที่จะสนับสนุน ‘การเติบโตและนวัตกรรม’ ในภาคบริการการเงินของอังกฤษ โดยใช้สเตเบิลคอยน์เป็นกรณีศึกษาเชิงลึก
การรับสมัครเข้าร่วมโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2025 จนถึง 18 มกราคม 2026 มีบริษัทยื่นสมัครทั้งหมด 20 ราย ก่อนคัดเหลือ 4 รายสุดท้ายที่ได้สิทธิ์เข้าทดสอบ FCA อธิบายว่าการเปิดทดลองใช้งานใน ‘สภาพแวดล้อมจริง’ จะช่วยให้สามารถทดสอบนโยบายที่ออกแบบไว้ล่วงหน้า เพื่อให้กฎระเบียบสเตเบิลคอยน์ในอนาคตมี ‘ความชัดเจน, มีประสิทธิภาพ และสนับสนุนนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ’
ข้อเสนอของทั้ง 4 บริษัทครอบคลุมการใช้งานสเตเบิลคอยน์ในหลายมิติ ตั้งแต่การชำระเงินรายย่อย, การชำระระหว่างสถาบัน (วอลเซล), ไปจนถึงการซื้อขายบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ แต่แกนกลางของการทดสอบในแซนด์บ็อกซ์ครั้งนี้ถูกมองว่าจะ ‘โฟกัสที่การออกสเตเบิลคอยน์ที่ตรึงกับสกุลเงินทั่วไป (fiat-backed token)’ เป็นหลัก เพื่อพิสูจน์ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ
매슈 롱(Matthew Long) ผู้อำนวยการฝ่ายการชำระเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลของ FCA ระบุว่า หน่วยงานกำลังทำงานเพื่อให้ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ในอังกฤษได้รับ ‘ความเชื่อมั่น’ เพียงพอที่จะถูกนำไปใช้ใน ‘การชำระเงิน, การชำระราคา และการซื้อขาย’ ได้อย่างแพร่หลาย
เฟสการทดสอบของสเตเบิลคอยน์ โคฮอร์ต มีกำหนดเริ่มในไตรมาส 1 ปี 2026 และผลลัพธ์จะถูกนำไปใช้ในการร่าง ‘กฎสเตเบิลคอยน์ฉบับสมบูรณ์’ ของอังกฤษ ที่คาดว่าจะสรุปในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 วงการคาดว่า FCA จะใช้ข้อมูลการดำเนินงานจริงเพื่อตรวจสอบประเด็นสำคัญ เช่น ‘คุณสมบัติผู้ออกเหรียญ, การบริหารจัดการสินทรัพย์สำรอง (รีเซิร์ฟ), สิทธิการไถ่ถอนของผู้ใช้ และมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล’ ซึ่งเป็นหัวใจของการออกแบบกรอบกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ที่ใช้งานได้จริง
‘ความคิดเห็น’
การทดสอบในสภาพแวดล้อมจริงเปิดโอกาสให้ FCA มองเห็นทั้งความเสี่ยงและศักยภาพของสเตเบิลคอยน์ก่อนประกาศใช้กฎเต็มรูปแบบ หากออกแบบถูกทิศ สเตเบิลคอยน์อังกฤษอาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินดิจิทัลที่แข็งแรงและแข่งขันได้ในระดับโลก แต่หากเข้มงวดเกินไป ก็อาจผลักสภาพคล่องและนวัตกรรมออกนอกประเทศได้เช่นกัน
‘ความคิดเห็น’
ในอีกมุมหนึ่ง การที่ FCA เน้นหนักไปที่ ‘การออกเหรียญ’ สะท้อนชัดว่า ‘ผู้ออกสเตเบิลคอยน์’ จะถูกตรวจเข้มเป็นด่านแรก ไม่ต่างจากการกำกับดูแลสถาบันการเงินขนาดเล็กหรือกองทุนที่รับเงินประชาชน ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับยุโรปและสหรัฐฯ ที่เริ่มมองสเตเบิลคอยน์ในฐานะ ‘โครงสร้างพื้นฐานการเงินระบบใหม่’ มากกว่าการเป็นเหรียญเก็งกำไรทั่วไป
การเคลื่อนไหวด้าน ‘กฎสเตเบิลคอยน์’ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอังกฤษเท่านั้น สหรัฐฯ เดินหน้าไปก่อนหน้าแล้ว เมื่อปีที่แล้ว ‘ประธานาธิบดีทรัมป์’ ลงนามในกฎหมาย ‘GENIUS Act’ ซึ่งวางกรอบกติกาพื้นฐานในการกำกับสเตเบิลคอยน์ สร้างทิศทางนโยบายที่ชัดเจนขึ้นสำหรับทั้งผู้ออกเหรียญและแพลตฟอร์มที่ให้บริการ
ฝั่งเอเชีย ‘ฮ่องกง’ ผ่านกฎหมายสเตเบิลคอยน์อย่างเป็นทางการไปแล้วในเดือนสิงหาคม ขณะที่ ‘เกาหลีใต้’ กำลังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการร่างกฎหมาย หลังการถกเถียงอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับโมเดลการออกเหรียญ หนึ่งในประเด็นร้อนคือข้อเสนอที่ให้ ‘มีเพียงธนาคารเท่านั้นที่สามารถออกโทเคนที่อิงกับเงินวอนเกาหลี’ ซึ่งธนาคารกลางเกาหลีแสดงท่าที ‘สนับสนุน’ แนวทางนี้
กระแสการออกกฎหมายสเตเบิลคอยน์ทั่วโลกกำลังผลักดันให้ ‘การยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตรึงกับเงินสกุลปกติ’ ขยายตัวต่อเนื่อง ญี่ปุ่นยืนยันการออก ‘โทเคนเยน’ ตัวแรกเมื่อปีที่แล้ว ในยุโรป ธนาคารรายใหญ่ 12 แห่งได้ตั้งคอนซอร์เทียมร่วมกัน เพื่อผลักดันการออก ‘สเตเบิลคอยน์ที่ตรึงยูโร’ ภายในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
ในปัจจุบันตลาดสเตเบิลคอยน์ยังคง ‘กระจุกตัวที่เหรียญดอลลาร์สหรัฐ’ เป็นหลัก การเกิดขึ้นของ ‘โทเคนเยน’ และ ‘สเตเบิลคอยน์ยูโร’ จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้าง ‘ทางเลือก’ และปรับสมดุลอิทธิพลของดอลลาร์ในระบบสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก
‘ความคิดเห็น’
การแข่งขันของ ‘สเตเบิลคอยน์สกุลหลัก’ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ที่แต่ละภูมิภาคผลักดันเหรียญที่ผูกกับสกุลเงินตัวเองเพื่อรักษาอธิปไตยทางการเงินในโลกดิจิทัล หากอังกฤษเดินหน้าทำสเตเบิลคอยน์ปอนด์อย่างจริงจัง ก็มีโอกาสเข้าร่วมสมรภูมินี้เต็มตัว ไม่ต่างจากสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น
ในส่วนของตลาด ‘บิตคอยน์(BTC)’ ณ เวลาเขียนบทความ บิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ ‘69,500 ดอลลาร์’ ต่อ 1 BTC เพิ่มขึ้นราว ‘4%’ ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา หากคำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ ‘1 ดอลลาร์ = 1,426.90 วอน’ มูลค่าบิตคอยน์จะอยู่ที่ประมาณ ‘99.15 ล้านวอน’ ต่อเหรียญ สะท้อนว่ากระแสเก็งกำไรและการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงคึกคัก แม้ตลาดกำลังจับตาความชัดเจนด้าน ‘กฎสเตเบิลคอยน์’ จากทั้งอังกฤษ สหรัฐฯ เอเชีย และยุโรปอย่างใกล้ชิด
ความคิดเห็น 0