บิตคอยน์(BTC) กลับมาได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์สำหรับ ‘ถือยาว’ อีกครั้ง หลังมีการวิเคราะห์พบว่า นักลงทุนที่ถือบิตคอยน์(BTC) อย่างน้อย ‘3 ปีขึ้นไป’ มีโอกาสทำกำไรสูงที่สุดในเชิงประวัติศาสตร์ โดยความน่าจะเป็นที่จะติดลบลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อระยะเวลาการถือครองยืดออก ต่างจากนักลงทุนสายเก็งกำไรระยะสั้นที่ยังต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก
ข้อมูลนี้มาจากงานวิจัยของ บิตไว즈 ยุโรป(Bitwise Europe) ที่นำมาเผยแพร่โดยหัวหน้าฝ่ายวิจัย อันเดร เดรากอช(André Dragosch) โดยบิตไวซ์นำราคาบิตคอยน์(BTC) ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2010 ถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 มาวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของกำไร–ขาดทุนตามระยะเวลาการถือครอง ผลลัพธ์ชี้ว่า หากถือบิตคอยน์(BTC) อย่างน้อย 3 ปี โอกาสที่พอร์ตจะอยู่ในภาวะ ‘ขาดทุน’ มีเพียง 0.70% เท่านั้น
การวิเคราะห์ยังเผยให้เห็นว่า แทบทุกจุดที่ ‘เริ่มถือ’ บิตคอยน์(BTC) เป็นเวลา 3 ปีแบบโรลลิ่ง (rolling) สุดท้ายแล้วปิดจบที่โซนกำไรเป็นส่วนใหญ่ เพียงแค่ถือครบ 3 ปี โอกาสติดลบก็ลดเหลือ 0.70% และถ้าขยายระยะถือครองออกไปเป็น 5 ปี ความน่าจะเป็นที่จะอยู่ในภาวะขาดทุนลดลงเหลือเพียง 0.2% ขณะที่ผู้ที่ถือยาว 10 ปีเต็ม แทบไม่มีกรณีไหนเลยที่อยู่ในสถานะขาดทุน โดยสถิติบ่งชี้ว่าโอกาสติดลบคือ 0%
ตรงกันข้าม เมื่อมองในกรอบเวลาสั้นกว่า 3 ปี ความเสี่ยงกลับสูงอย่างเห็นได้ชัด จากชุดข้อมูลเดียวกัน หากมองในมุมการซื้อ–ขายระดับ ‘อินทราเดย์’ ความน่าจะเป็นที่อยู่ในสถานะขาดทุนสูงถึง 47.1% แม้จะยืดระยะถือเป็น 1 สัปดาห์ โอกาสติดลบก็ยังอยู่ที่ 44.7% ขณะที่การถือ 1 เดือนมีโอกาสขาดทุน 43.2% ส่วนการถือ 1 ปีเต็ม โอกาสติดลบยังอยู่ในระดับ 24.3% ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันความจริงที่นักลงทุนคริปโตสัมผัสได้ดีอยู่แล้วว่า ในช่วงตลาดผันผวนแรง สายเก็งกำไรระยะสั้นมักเปราะบางต่อการปรับฐานครั้งใหญ่
ความแตกต่างของ ‘ความเสี่ยงตามระยะถือครอง’ ยังสะท้อนชัดผ่านตัวชี้วัดบนเชนอย่าง ‘ราคาที่รับรู้ (realized price)’ ด้วย โดยในช่วงเวลาที่มีการรายงาน บิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวบริเวณ 65,000 ดอลลาร์ (ราว 9,399,000 บาท) ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม 2025 ราว 50% แต่ยังอยู่สูงกว่าราคาที่รับรู้ของกลุ่มผู้ถือระยะ 3–5 ปีที่ประมาณ 34,780 ดอลลาร์ (ราว 5,029,000 บาท) อยู่มาก
เมื่อเทียบสองตัวเลขนี้ จะเห็นว่าผู้ที่ซื้อสะสมบิตคอยน์(BTC) เมื่อ 3–5 ปีก่อน และยังคงถืออยู่ในปัจจุบัน อยู่ในสถานะ ‘กำไรบนกระดาษ’ เฉลี่ยราว 90% จึงไม่แปลกที่นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยจะจัดกลุ่มนักลงทุนเหล่านี้เป็น ‘มือแข็ง (Strong hands)’ ที่ไม่รีบเทขายแม้ราคาจะอยู่ในช่วงพักฐาน เพราะยังมีส่วนต่างกำไรที่หนาเพียงพอจะรับแรงเหวี่ยงของตลาดได้
อย่างไรก็ตาม ก็มีมุมมองสวนทางที่เตือนว่าการปรับฐานอาจยังไม่จบ บางเทรดเดอร์มองว่าบิตคอยน์(BTC) อาจลงลึกได้ถึงโซน 30,000 ดอลลาร์ (ราว 4,338,000 บาท) หากราคาลงไปบริเวณดังกล่าว ส่วนต่างกำไรของกลุ่มผู้ถือ 3–5 ปีจะหดหายไปมาก และเข้าใกล้จุดคุ้มทุนอย่างมีนัยสำคัญ หากถึงจุดนั้น กลุ่มที่เคยเป็น ‘กันชน’ ของตลาดอาจเปลี่ยนบทบาทมาเป็นแรงขายหรือไม่ ก็กลายเป็นคำถามสำคัญว่าพวกเขาจะยังเลือก ‘ถือทน’ หรือเริ่มทยอยปล่อยของ
ในทางกลับกัน สถานะของผู้ที่เข้าซื้อบิตคอยน์(BTC) ในรอบ 2 ปีหลังกลับดูเปราะบางกว่าอย่างชัดเจน โดยกลุ่มที่ถือครองระหว่าง 6–12 เดือน (ไม่เกิน 1 ปี) มีต้นทุนเฉลี่ยราว 101,250 ดอลลาร์ (ราว 14,639,000 บาท) ทำให้ในช่วงเวลาที่อ้างอิง พวกเขาเผชิญภาวะ ‘ขาดทุนลอยตัว’ ประมาณ 35% ขณะที่กลุ่มที่ถือ 1–2 ปี มีต้นทุนเฉลี่ยต่ำลงมาที่ราว 78,150 ดอลลาร์ (ราว 11,301,000 บาท) และอยู่ในสถานะขาดทุนราว 15% เท่านั้น
โครงสร้างนี้ตอกย้ำภาพเดิมว่า ยิ่งระยะเวลาการถือครองยาวขึ้น แรงกระแทกจากการปรับฐานก็ยิ่งเบาลง ทั้งในแง่จิตวิทยาและผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุน
สำหรับมุมมองราคาบิตคอยน์(BTC) ในช่วง 2026–2027 นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งยังคงตั้งสมมติฐานเชิงบวก โดยมองกรอบ ‘ด้านบน’ ไว้ที่ประมาณ 100,000–150,000 ดอลลาร์ (ราว 14,460,000–21,690,000 บาท) โดยโบรกเกอร์ระดับโลกอย่าง ‘เบิร์นสตีน(Bernstein)’ ยังคงให้ราคาเป้าหมายบิตคอยน์(BTC) ปี 2026 ที่ 150,000 ดอลลาร์ (ราว 21,690,000 บาท)
เบิร์นสตีนให้เหตุผลว่า แม้ราคาบิตคอยน์(BTC) จะปรับลงมาจากจุดสูงสุดราว 50% แต่เม็ดเงินในกองทุน ETF บิตคอยน์(BTC) แบบสปอตยังไหลออกสุทธิราว 7% เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับแรงเทขายรุนแรงในอดีต จึงสะท้อนว่าความต้องการเชิงโครงสร้าง (structural demand) ยังไม่ถูกทำลายโดยสิ้นเชิง นักวิเคราะห์ของเบิร์นสตีน โก탐 ชูกานี(Gautam Chhugani) ถึงกับนิยามสถานการณ์นี้ว่าเป็น ‘วิกฤตศรัทธา (crisis of confidence)’ มากกว่าจะเป็นการพังทลายของเทรนด์ขาขึ้นระยะยาว
ด้าน สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(Standard Chartered) มองภาพระมัดระวังกว่า เตือนถึงโอกาสเกิดภาวะ ‘ทิ้งของรอบสุดท้าย (final capitulation)’ ด้วยปัจจัยกดดันจากการชะลอตัวของเงินทุนใน ETF และบรรยากาศเศรษฐกิจมหภาคที่อ่อนแรงลง โดยตั้งสมมติฐานว่าบิตคอยน์(BTC) อาจถอยลงไปแถว 50,000 ดอลลาร์ (ราว 7,230,000 บาท) ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวสู่โซน 100,000 ดอลลาร์ (ราว 14,460,000 บาท) ได้ในช่วงปลายปี 2026
พอมองไกลออกไปถึงปี 2027 ก็มีโมเดลของ ทิโมธี ปีเตอร์สัน(Timothy Peterson) ที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึง โมเดลนี้ใช้กรอบ ‘ผลตอบแทนเฉลี่ยในอดีต’ มาเป็นฐานในการคาดการณ์ และประเมินว่าช่วงต้นปี 2027 บิตคอยน์(BTC) มีโอกาสซื้อขายอยู่แถว 122,000 ดอลลาร์ (ราว 17,641,000 บาท) หรือสูงกว่านั้น โดยมองว่าความน่าจะเป็นที่ราคาจริงจะเคลื่อนไหวเหนือระดับดังกล่าว ‘มีน้ำหนักมากกว่า’ สถานการณ์ที่ราคาจะอยู่ต่ำกว่า
‘ความคิดเห็น’ หากมองภาพรวม สิ่งที่บทวิเคราะห์ชุดนี้สื่อออกมาไม่ใช่การเชียร์ ‘ถือยาวอย่างเดียวแล้วจบ’ แต่เป็นการชี้ให้เห็นบนฐานข้อมูลจริงว่า บิตคอยน์(BTC) เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนเชิงโครงสร้างสูงมาก และวิธีลดความเสี่ยงที่ได้ผลทางสถิติในอดีตคือการ ‘กระจายความเสี่ยงด้วยเวลา’ หรือการยืดระยะถือครองออกไปให้พ้นจากวงจรแกว่งระยะสั้น
แม้ปัจจัยอย่างกระแสเงินใน ETF แบบสปอต สถานการณ์เศรษฐกิจโลก และความลึกของการปรับฐานรอบนี้ จะยังเป็นตัวแปรที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แต่จากข้อมูลในอดีต ‘3 ปี’ ดูจะทำหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โอกาสขาดทุนของผู้ถือบิตคอยน์(BTC) ลดฮวบลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่นักลงทุนสายกลางถึงสายยาวอาจต้องนำไปพิจารณาในการวางแผนกลยุทธ์ของตัวเองต่อไป
ความคิดเห็น 0