Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ช่องแคบฮอร์มุซ-น้ำมันเดือด ฉุดบิตคอยน์(BTC) ร่วงแรง เสี่ยงเจอเฟดคงดอกเบี้ยสูงยาว

ตลาดคริปโตกลับเข้าสู่แรงกดดันจาก ‘ตัวแปรเศรษฐกิจมหภาค’ อีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น เทรดเดอร์จำนวนมากเริ่มสะท้อน ‘กรณีเลวร้ายที่สุด’ อย่างความเสี่ยงที่ช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลก หากหยุดชะงักจะดันราคาน้ำมันพุ่งขึ้น กระตุ้นเงินเฟ้อให้กลับมา และบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)เดินหน้า ‘ดอกเบี้ยสูงยาวนาน’ ต่อไป ผลคือ บิตคอยน์(BTC) ก็หนีไม่พ้นแรงเทขายในฐานะสินทรัพย์เสี่ยงเช่นกัน

แม้คริปโตจะได้อานิสงส์จาก ‘กระแสย้ายทุนหนีความเสี่ยง’ เป็นระยะในช่วงที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ปะทุขึ้น แต่รอบนี้ภาพใหญ่ของตลาดคือโหมด ‘หลบความเสี่ยง (risk-off)’ ชัดเจน บิตคอยน์(BTC) แทบไม่ได้เคลื่อนไหวแบบ ‘ทองคำดิจิทัล’ อย่างอิสระ กลับเคลื่อนไหวสอดคล้องกับหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงแบบดั้งเดิมมากขึ้น หาก ‘ช็อกด้านพลังงาน’ เกิดขึ้นจริง นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าปฏิกิริยาแรกของตลาดจะไม่ใช่การไหลเข้าครั้งใหญ่สู่คริปโต แต่จะเป็นการ ‘ลดเลเวอเรจ’ และหดความเสี่ยงในทุกสินทรัพย์

‘ความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ’ ได้จุดชนวนความผันผวนในบิตคอยน์(BTC) อย่างรวดเร็ว ตามข้อมูลจากโคอิงกลาส(CoinGlass) หลังมีรายงานเกี่ยวกับปฏิบัติการ ‘Operation True Promise 4’ ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน(IRGC) มูลค่าการถูกล้างพอร์ตของตลาดอนุพันธ์คริปโตทะลุ 128 ล้านดอลลาร์ ภายในเวลาราว 4 ชั่วโมง โดยเกือบ 80% ของการล้างพอร์ตเกิดขึ้นในฝั่งลอง (สถานะซื้อ) สะท้อนว่ากองทุนและเทรดเดอร์ที่ใช้เลเวอเรจฝั่งซื้อถูกบังคับปิดโพซิชันอย่างรวดเร็ว

บิตคอยน์(BTC) ร่วงลงแตะบริเวณ 63,000 ดอลลาร์ทันทีหลังข่าวพาดหัว ก่อนจะดีดกลับขึ้นมาตามข้อมูลเพิ่มเติม แต่มุมมองหลักในตลาดมองการเด้งครั้งนี้เป็นเพียง ‘รีบาวด์เชิงเทคนิค’ มากกว่าจะเป็น ‘การซื้อด้วยความมั่นใจ’ สังเกตได้จากมูลค่ามิเปิดสถานะ(Open Interest) ที่หดตัวลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งถูกตีความว่าเป็นสัญญาณว่าเดสก์เทรดดิ้งกำลังลดการเปิดรับความเสี่ยง แทนที่จะใช้จังหวะย่อลงมาเพื่อเดิมพันเชิงรุก ภาพที่เห็นคือบรรยากาศแบบ “ขายก่อน ค่อยว่ากันทีหลัง” ตามสไตล์ตลาดตื่นตระหนกชัดเจน

ปรากฏการณ์นี้ยังเชื่อมโยงกับตลาดหุ้นสหรัฐที่กำลังไหลออกจากดัชนี S&P500 ในช่วงเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างบิตคอยน์(BTC) กับหุ้นเทคโนโลยียังคง ‘แน่น’ เป็นพิเศษในช่วงที่ตลาดเผชิญแรงกดดันหรือเหตุการณ์ตึงเครียดสูง แม้ ‘ทองคำดิจิทัล’ จะถูกใช้เป็นเรื่องเล่าทางการตลาด แต่พอถึงภาวะวิกฤต บิตคอยน์(BTC) ก็ยังถูกซื้อขายในฐานะสินทรัพย์เสี่ยงที่มี ‘เบต้า’ สูง มากกว่าจะถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างแท้จริง ‘ความคิดเห็น’ ภาพลักษณ์กับพฤติกรรมราคาของ BTC ยังห่างกันพอสมควรเมื่ออยู่ในโหมดหนีความเสี่ยง

ตัวแปรที่ถ่วงตลาดคริปโตแรงยิ่งกว่าข่าวสงคราม คือ ‘ราคาน้ำมัน’ หากช่องแคบฮอร์มุซสั่นคลอน กระแสน้ำมันดิบที่ไหลผ่านต่อวันกว่า 21 ล้านบาร์เรล หรือราว 20% ของอุปทานโลกอาจได้รับผลกระทบ แค่ความติดขัดเพียงบางส่วนในอดีต ก็เพียงพอจะดันราคาน้ำมันดีดขึ้นทันทีมาแล้วหลายครั้ง

ตลาดการเงินมองว่าหากน้ำมันดิบยืนเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้อย่างต่อเนื่อง แรงกดดันเงินเฟ้อ ‘รอบใหม่’ จะก่อตัว และเฟดอาจไม่สามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ตามที่นักลงทุนหวัง โดยเฉพาะถ้าราคาน้ำมันไต่ขึ้นไปและทรงตัวเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สถานการณ์ ‘ดอกเบี้ยสูงยาวนาน’ จะยิ่งดูมีน้ำหนักมากขึ้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตรต่อคริปโตที่พึ่งพาสภาพคล่องอย่างมาก เมื่อดอลลาร์แข็งค่าและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงดีดสูงขึ้น พื้นที่การรีบาวด์ของสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงบิตคอยน์(BTC) ย่อมถูกจำกัด ขณะที่ค่าเงินวอนอ่อนค่ามาอยู่แถว 1,470.50 วอนต่อดอลลาร์

ในฝั่งแนวรับ หลายสถาบันและเดสก์เทรดดิ้งประเมินโซนรับหลักของบิตคอยน์(BTC) ไว้บริเวณ 58,000–60,000 ดอลลาร์ แต่ ‘ฐานรองรับ’ นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าท่าทีของเฟดจะไม่หันไปในทิศทาง ‘เหยี่ยว’ มากกว่าเดิม หากเงินเฟ้อจากฝั่งพลังงานกลับมาพุ่งและขยับขึ้น การคาดการณ์เส้นทางดอกเบี้ยของตลาดอาจถูกปรับขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะกดดันราคาคริปโตให้เปราะบางมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง ยังมีมุมมองว่า ‘การย้ายทุนหลบภัยเชิงภูมิภาค’ อาจช่วยพยุงตลาดในระยะสั้นได้บ้าง ช่วงที่ค่าเงินในบางประเทศตะวันออกกลางมีความผันผวน ความต้องการสเตเบิลคอยน์โดยเฉพาะเทเธอร์(USDT) เพิ่มขึ้น มีการเคลื่อนย้ายทุนเข้าสู่บิตคอยน์(BTC) และ USDT เพื่อใช้เป็น ‘วาล์วระบาย’ ออกจากความเสี่ยงในประเทศ อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินจากนักลงทุนรายย่อยในพื้นที่วิกฤต แม้จะพุ่งสูงในเชิงสัดส่วน แต่ก็ยากที่จะชดเชยแรงลดความเสี่ยงของสถาบันการเงินระดับโลกที่กังวลต่อภาวะการเงินตึงตัวในภาพใหญ่

ด้านอัลท์คอยน์ สัญญาณยิ่ง ‘เปราะ’ กว่าบิตคอยน์(BTC) อย่างเห็นได้ชัด ภายใต้ภาวะที่สภาพคล่องใหม่ไม่ไหลเข้าตลาดมากนัก การที่อีเธอเรียม(ETH) และอัลท์คอยน์ขนาดใหญ่สายอื่นจะเดินหน้าทำรอบขาขึ้นต่อ จึงยิ่งยาก เมื่อเริ่มมีการพูดถึงกรณีที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี อาจกลับไปแตะใกล้ระดับ 5% หากเงินเฟ้อจากพลังงานร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง โอกาสที่ราคาคริปโตและสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมจะถูก ‘ล็อกเพดาน’ ไว้ในกรอบจำกัดในระยะหนึ่งก็สูงขึ้นตามไปด้วย

‘ความคิดเห็น’ ในระยะสั้น ช่องแคบฮอร์มุซและ ‘ราคาน้ำมัน’ จะกลายเป็นคีย์เวิลด์ของตลาดคริปโตพอ ๆ กับคำว่าเฟดและดอกเบี้ย การเคลื่อนไหวของบิตคอยน์(BTC) จึงอาจผันผวนตามเฮดไลน์มากกว่าปัจจัยเฉพาะในตลาดคริปโตเอง และนักลงทุนอาจต้องให้ความสำคัญกับภาพเศรษฐกิจมหภาคเป็นพิเศษในช่วงนี้

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1