คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ(SEC) เดินหน้าปิดฉากคดีใหญ่กับผู้ก่อตั้ง ทรอน(TRX) อย่างจัสติน ซัน(Justin Sun) ด้วยข้อเสนอ ‘ค่าปรับทางแพ่ง 10 ล้านดอลลาร์’ หรือราว 148.06 ล้านบาท ผ่านข้อตกลงยุติคดีที่ยื่นต่อศาล หากผู้พิพากษาศาลแขวงนิวยอร์กตอนใต้ให้การอนุมัติ ข้อพิพาททางกฎหมายที่ยืดเยื้อมาหลายปีก็จะสิ้นสุดลง และการฟ้องร้องส่วนบุคคลต่อจัสติน ซัน ที่เหลืออยู่จะถูกปิดแบบไม่สามารถรื้อคดีขึ้นมาใหม่ได้
เมื่อวันที่ 5 (เวลาท้องถิ่น) ตามเอกสาร ‘คำพิพากษาขั้นสุดท้ายที่เสนอ’ ที่ SEC ยื่นต่อศาลแขวงนิวยอร์กตอนใต้ หน่วยงานกำกับตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า บริษัท เรนเบอร์รี(Rainberry Inc.) ผู้ให้บริการโปรโตคอล ‘บิตทอร์เรนต์(BitTorrent)’ จะชำระค่าปรับทางแพ่งเป็นเงิน 10 ล้านดอลลาร์เพื่อยุติคดี ขณะเดียวกัน เรนเบอร์รียังยอมรับ ‘คำสั่งห้ามถาวร’ (permanent injunction) ห้ามฝ่าฝืนบทบัญญัติด้าน ‘การต่อต้านการฉ้อโกง’ ในการออกหรือเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายหลักทรัพย์ในอนาคต
อย่างไรก็ดี ในข้อตกลงดังกล่าว เรนเบอร์รีเลือกใช้รูปแบบยอดนิยมของคดี SEC คือการยอมความแบบ ‘ไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธข้อกล่าวหา’ (without admitting or denying) กล่าวคือบริษัทตกลงชำระค่าปรับและปฏิบัติตามคำสั่งศาลเพื่อปิดคดี แต่ไม่ได้ยอมรับว่าข้อเท็จจริงตามที่ SEC กล่าวหาเป็นความจริง โครงสร้างแบบนี้มักถูกวิจารณ์ว่าเร่งให้คดีจบเร็ว แต่ปล่อยให้ข้อเท็จจริงเชิงสาระสำคัญยังคลุมเครือ
‘สาระของดีล’ ในครั้งนี้ชัดเจน SEC ยอมปิดคดีแลกกับการเก็บค่าปรับและออกคำสั่งห้าม ขณะเดียวกันก็ยอมให้การฟ้องร้องทั้งหมดที่ค้างคาอยู่ต่อจัสติน ซัน ในฐานะบุคคลธรรมดา, มูลนิธิทรอน(Tron Foundation) และมูลนิธิบิตทอร์เรนต์(BitTorrent Foundation) ถูก ‘ยกฟ้องพร้อมข้อจำกัด’ (with prejudice) ซึ่งมีความหมายสำคัญคือ SEC ไม่สามารถยื่นฟ้องคดีใหม่ในข้อหาเดียวกันต่อจำเลยกลุ่มนี้ได้อีกในอนาคต ทำให้ประเด็น ‘ความรับผิดส่วนบุคคล’ ของจัสติน ซัน ในคดีนี้ถูกเคลียร์ออกจากสมการไปโดยปริยาย
จัสติน ซัน ออกมายืนยันความคืบหน้าของข้อตกลงผ่านแพลตฟอร์ม X (เดิมคือทวิตเตอร์) เมื่อวันที่ 6 โดยระบุว่าดีลกับ SEC ครั้งนี้ “ช่วย ‘ปิดฉาก’ (brings closure) เรื่องราวที่ยืดเยื้อมานาน” พร้อมย้ำว่าเขาตั้งใจจะ “เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมทั้งในสหรัฐและทั่วโลก” ต่อจากนี้
‘จุดเริ่มต้นของคดี’ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคม 2023 SEC ยื่นฟ้องจัสติน ซัน โดยมุ่งเป้าไปที่การขายเหรียญ ทรอน(TRX) และ บิตทอร์เรนต์โทเคน(BTT) แบบ ‘ไม่จดทะเบียน’ ตามกฎหมายหลักทรัพย์สหรัฐฯ ในคำฟ้อง SEC ยังกล่าวหาว่ามีการสั่งการให้ทำ ‘วอชเทรดดิง(wash trading)’ เพื่อปั่นปริมาณซื้อขายให้ดูหนาแน่นกว่าความเป็นจริง วอชเทรดดิงคือการที่ผู้เล่นรายเดียวกันทำรายการซื้อและขายระหว่างกันซ้ำๆ สร้างภาพว่าตลาดมีสภาพคล่องสูง ทั้งที่แท้จริงเป็นการเคลื่อนไหวปลอม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรูปแบบการบิดเบือนตลาดที่ถูกจับตามองมากที่สุด
นอกจากนี้ SEC ยังระบุว่าทีมของจัสติน ซัน จ่ายค่าตอบแทนแก่เหล่าคนดังเพื่อโปรโมตโทเคน โดยไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอย่างเหมาะสมต่อสาธารณะ ชื่อที่ถูกระบุในคำฟ้องรวมถึง ลินด์เซย์ โลฮาน(Lindsay Lohan) และ เจค พอล(Jake Paul) พร้อมคนดังรายอื่นรวม 6 คน โดยตามรายงานก่อนหน้านี้ คนดังกลุ่มนี้ได้ตกลงยุติคดีกับ SEC แล้ว ด้วยวงเงินรวมราว 400,000 ดอลลาร์ในปี 2024
สิ่งที่วงการคริปโตจับตาเป็นพิเศษคือ ‘ขนาด’ ของวงเงินยุติคดีระดับ 10 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับคดีคริปโตรายใหญ่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่หลายกรณี SEC และหน่วยงานรัฐอื่นๆ เคยไล่เบี้ยความเสียหายในระดับหลายพันล้านดอลลาร์ ‘ความคิดเห็น’ ในตลาดจำนวนไม่น้อยมองว่า ดีลครั้งนี้สะท้อนการขยับจุดสมดุลของ SEC จากแนวทางกดดันด้วยโทษสูงสุด ไปสู่โหมด ‘เร่งเคลียร์สต็อกคดี’ และปิดแฟ้มให้ไวขึ้น
ภาพนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อพิจารณาร่วมกับการเปลี่ยนแปลงเชิงผู้นำภายใน SEC เอง กระแสต่อต้านจากอุตสาหกรรมคริปโต และสัญญาณนโยบายใหม่ๆ หลังการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบัน ฝ่ายการเมืองอย่าง แม็กซีน วอร์เทอร์ส(Maxine Waters) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต เคยส่งจดหมายแสดงความกังวลว่า SEC กำลัง ‘ผ่อนคันเร่ง’ ในคดีคริปโตที่พัวพันกับบุคคลหรือกลุ่มการเมืองบางฝั่งมากเกินไป
รายงานข่าวบางสำนักระบุว่า ก่อนหน้าข้อตกลงนี้ จัสติน ซัน ได้ลงทุนก้อนใหญ่ในโทเคนของโปรเจ็กต์ เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล(World Liberty Financial) และปรากฏตัวในงานบางงานที่ถูกมองว่าเชื่อมโยงกับรัฐบาลสหรัฐชุดใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าปัจจัยเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อเงื่อนไขการเจรจายุติคดีกับ SEC หรือไม่
จากมุมมองของตลาด การปิดคดีครั้งนี้ไม่ได้แปลว่าศาลมีคำตัดสินให้จัสติน ซัน ‘พ้นข้อกล่าวหา’ หากแต่เป็นการปิดแฟ้มผ่านการยอมความที่ไม่มีคำวินิจฉัยสุดท้ายเรื่องข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน การที่คำร้องถูกยกฟ้องแบบ ‘with prejudice’ ก็ถูกมองว่าอย่างน้อย ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบในประเด็นเดียวกันนี้ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
โครงสร้างตลาดคริปโตที่ค่อยๆ เติบโตและมีสถาบันการเงินเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ทำให้มุมมองของหน่วยงานกำกับอาจต้องปรับจากการใช้ ‘คดีความ’ เป็นเครื่องมือหลัก ไปสู่การผลักดันให้ผู้เล่นปฏิบัติตามเกณฑ์ ‘การออกและจดทะเบียน’, ‘การเปิดเผยข้อมูล’ และ ‘การควบคุมภายใน’ อย่างมีระบบมากขึ้น ‘ความคิดเห็น’ ของผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า หากแนวโน้มนี้เดินหน้าต่อ คดีคริปโตรายใหญ่ที่ค้างอยู่จำนวนมากอาจถูกเร่งปิดด้วยรูปแบบยอมความประเภท ‘ไม่ยอมรับข้อกล่าวหา’ เช่นเดียวกับกรณีเรนเบอร์รี
ท้ายที่สุด ข้อตกลงในคดีของจัสติน ซัน กับ SEC ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงดีลค่าปรับ 10 ล้านดอลลาร์ของบริษัทเบื้องหน้าเท่านั้น แต่ยังถูกจับตามองในฐานะ ‘บารอมิเตอร์’ สำคัญ ว่าแนวทางกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายในตลาดคริปโตของ SEC กำลังจะมุ่งหน้าไปในทิศทางใด และผู้เล่นรายอื่นในอุตสาหกรรมควรเตรียมตัวรับมืออย่างไรในระยะถัดไป
ความคิดเห็น 0