บิตคอยน์(BTC) กำลัง ‘ค่อยๆ หายไปจากกระดานเทรดแบบรวมศูนย์’ หลังปริมาณบิตคอยน์ที่ถูกพักอยู่บนกระดานซื้อขายลดลงแตะระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 2018 ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองถึงโอกาสเกิด ‘สภาวะช็อกฝั่งอุปทาน(supply shock)’ ที่อาจเพิ่มความผันผวนของราคาในระยะต่อไป
ตามข้อมูลจากคริปโต퀀트(CryptoQuant) ปริมาณบิตคอยน์ที่ถูกเก็บไว้บนกระดานเทรดรวมศูนย์ลดลงต่ำกว่า 2.7 ล้านเหรียญ สะท้อนว่า ‘สภาพคล่องบนกระดานเทรด’ อยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา ย้อนกลับไปในช่วงตลาดกระทิงก่อนหน้า ยอดคงเหลือบนกระดานเคยพุ่งเกิน 3.5 ล้านเหรียญ ทว่าเหตุการณ์ปั่นป่วนในตลาดปี 2022 ทำให้นักลงทุนเร่งย้ายเหรียญออกจากแพลตฟอร์มกลาง ไปเก็บรักษาด้วยตนเองหรือ ‘เซลฟ์คัสโตดี’ มากขึ้น จนแนวโน้มการลดลงยังคงต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
ความเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มสะท้อนเข้ามาในโครงสร้างอุปสงค์–อุปทานของบิตคอยน์(BTC) อย่างชัดเจน ฝั่ง ‘ดีมานด์สถาบัน’ กำลังดูดซับเหรียญส่วนหนึ่งผ่านกองทุนอีทีเอฟบิตคอยน์แบบสปอต ขณะที่ฝ่ายการเงินของบริษัทเอกชนอย่าง ‘스트레티지(Strategy)’ และอีกหลายองค์กรยังเดินหน้าสะสมบิตคอยน์เพื่อถือยาว ทำให้เหรียญจำนวนมากถูกล็อกออกจากการหมุนเวียนในตลาด เมื่อเหรียญไหลเข้าสู่กระดานเทรดน้อยลง แต่แรงซื้อจากสถาบันเพิ่มขึ้น กลไกแบบนี้ยิ่งทำให้ ‘ยอดคงเหลือบนกระดานเทรด’ กลายเป็นสัญญาณสำคัญสำหรับการประเมินทิศทางราคาในอนาคต
‘ความคิดเห็น’ เมื่อซัพพลายในตลาดเปิดหดตัวลงเรื่อยๆ และฝั่งสถาบันยังคงสะสมอย่างต่อเนื่อง ศักยภาพการเกิดสภาวะ supply shock จะยิ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะหากมีข่าวบวกหรือโมเมนตัมใหม่เข้ามากระตุ้นความต้องการซื้อพร้อมกันในเวลาเดียวกัน
‘กระดานเทรดโล่ง’ ความเสี่ยง supply shock หนุนผันผวน
ในภาพรวม หากยอดคงเหลือบิตคอยน์บนกระดานเทรดยังไหลลงต่อเนื่อง ขณะที่แรงซื้อจากสถาบันและนักลงทุนระยะยาวยังไม่แผ่ว ความเสี่ยงเรื่อง ‘อุปทานที่พร้อมขายลดลง’ จะยิ่งชัดขึ้น หมายความว่า เมื่อเกิดแรงซื้อขนาดใหญ่เข้ามาในจังหวะที่เหรียญรอขายมีจำกัด ราคาสามารถดีดตัวแรงกว่าปกติได้ง่าย
โครงสร้างแบบนี้อาจช่วยหนุนโมเมนตัมขาขึ้นในระยะกลางถึงยาว แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจทำให้ ‘ความผันผวน’ ขยายตัว เพราะเมื่อราคาขึ้นแรงจากซัพพลายตึงตัว การย่อตัวหรือการเทขายทำกำไรครั้งถัดไปก็อาจมีแรงเหวี่ยงที่รุนแรงขึ้นตามไปด้วย นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยจึงมองว่านี่คือประเด็นด้านโครงสร้างตลาด มากกว่าปัจจัยที่จะชี้นำราคาในระยะสั้นทันที
กราฟสั้นยัง ‘แกว่งในกรอบ’ แนวต้าน 72,000 ดอลลาร์ยังแข็ง
ด้านภาพทางเทคนิค บิตคอยน์(BTC) พยายามเบรคกรอบบนในช่วงสั้น แต่แรงส่งไม่เพียงพอให้เกิดการเบรกอย่างชัดเจน ราคาเคยดีดทะลุแนวต้านสำคัญบริเวณ 72,000 ดอลลาร์ขึ้นไปได้ชั่วคราว พร้อมกับขยับผ่านเส้นแนวโน้มขาลงที่กดการฟื้นตัวมาตลอดหลายสัปดาห์ แต่แรงขายก็เร่งตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว จนราคาถูกกดกลับลงมาต่ำกว่าแนวดังกล่าวอีกครั้ง ภาพนี้สะท้อนว่าโซน 72,000 ดอลลาร์ยังคงทำหน้าที่เป็น ‘กำแพงแข็ง’ ของตลาดในระยะสั้น
ขณะนี้บิตคอยน์(BTC) ถอยกลับมาเคลื่อนไหวใกล้บริเวณ 70,000 ดอลลาร์ หากระดับนี้ถูกหลุดลงอย่างชัดเจน แนวรับถัดไปที่ตลาดจับตาคือบริเวณ 64,000 ดอลลาร์ และถ้าหลุดลงไปอีก โซน 60,000 ดอลลาร์อาจกลับมาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวโน้มรอบนี้อีกครั้ง
หากอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ = 1,484.40 วอน ระดับราคา 72,000 ดอลลาร์จะคิดเป็นราว 1.6891 พันล้านวอน ขณะที่ 70,000 ดอลลาร์คิดเป็นประมาณ 1.0393 พันล้านวอน ส่วนโซนแนวรับ 64,000 ดอลลาร์อยู่แถว 949.9 พันล้านวอน และ 60,000 ดอลลาร์อยู่ราว 890.6 พันล้านวอน
โดยรวมแล้วโครงสร้างกราฟยังมีลักษณะ ‘แกว่งในกรอบ(sideways)’ ชัดเจน บิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวสลับขึ้นลงอยู่ในโซน 64,000–72,000 ดอลลาร์มาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้จนกว่าจะมีการเบรกทะลุแนวต้านบนอย่างเด็ดขาด ตลาดอาจยังต้องอยู่กับช่วงไร้ทิศทางชัดเจน มีการย่อตัวและดีดกลับสลับกันในกรอบเดิม
‘Bitcoin Hyper’ ชูสปีดระดับโซลานา ขายพรีเซลดึงสายเก็งกำไร
อีกด้านหนึ่ง โปรเจกต์ที่พยายามแก้จุดอ่อนเรื่อง ‘ความเร็วในการประมวลผล’ ของเครือข่ายบิตคอยน์ก็กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนเช่นกัน ‘บิตคอยน์ ไฮเปอร์(Bitcoin Hyper, $HYPER)’ ระบุว่าต้องการนำ ‘ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของบิตคอยน์’ มาผสานเข้ากับระดับความเร็วและประสิทธิภาพที่ผู้ใช้คาดหวังจากเครือข่ายอย่างโซลานา(SOL)
โปรเจกต์นี้ชูจุดขายเรื่องการรองรับการชำระเงินความเร็วสูง ฟังก์ชันสเตกกิ้ง และการรันแอปพลิเคชันบนโครงสร้างที่อิงบิตคอยน์ เพื่อผลักดันให้เกิด ‘การใช้งานจริงบนบิตคอยน์’ มากกว่าการถือเพียงเพื่อเก็งกำไร เรียกได้ว่าเป็นการปลุกกระแส ‘สเกลลิงนาราเทив’ บนเครือข่ายที่ขึ้นชื่อว่าเสถียรแต่ช้า
ตามข้อมูลจากทีมพัฒนา ยอด筹ทุนรอบพรีเซลของ ‘บิตคอยน์ ไฮเปอร์’ มียอดสะสมแล้วกว่า 32 ล้านดอลลาร์ (ราว 47.5 พันล้านวอน) โดยราคาของโทเคน $HYPER ก่อนการปรับขึ้นรอบถัดไปอยู่ที่ 0.0136751 ดอลลาร์ต่อเหรียญ เพื่อจูงใจผู้เข้าร่วมระยะแรก โปรเจกต์ยังโฆษณาอัตราผลตอบแทนจากการสเตกกิ้งสูงสุดราว 37% ต่อปี
‘ความคิดเห็น’ แม้โครงสร้างพรีเซลและการให้ผลตอบแทนสเตกกิ้งสูงจะดึงดูดสายเก็งกำไรได้ดี แต่ก็เป็นรูปแบบที่มักมากับความเสี่ยงทั้งด้านความผันผวนของราคาและความโปร่งใสของโทเคโนมิกส์ นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งรายละเอียดการกระจายโทเคน แผนปลดล็อก และความคืบหน้าของเทคโนโลยีจริงอย่างใกล้ชิด ก่อนตัดสินใจเข้าร่วม
ในภาพใหญ่ แนวโน้ม ‘บิตคอยน์(BTC) บนกระดานเทรดลดลง’ ผสานกับแรงซื้อจากกองทุนอีทีเอฟและบริษัทเอกชนกำลังกด ‘อุปทานที่พร้อมขาย’ ให้ตึงตัวขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่แนวต้าน 72,000 ดอลลาร์ยังไม่ถูกผ่านขึ้นไปอย่างมั่นคง และราคายังแกว่งอยู่ในกรอบเดิม นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่าตลาดอาจต้องใช้เวลาอีกระยะ กว่าที่การเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์–อุปทานเหล่านี้จะสะท้อนสู่ราคาบิตคอยน์(BTC) อย่างเต็มตัว
ความคิดเห็น 0