Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ทรัมป์เปิดยุทธศาสตร์ไซเบอร์ชาติใหม่ ดัน ‘ความปลอดภัยคริปโต-บล็อกเชน’ รับยุควอนตัม

ประธานาธิบดีทรัมป์เผย ‘ยุทธศาสตร์ไซเบอร์แห่งชาติ (National Cyber Strategy)’ ฉบับใหม่ โดยระบุชัดว่าจะยกระดับ ‘ความปลอดภัยของคริปโตเคอร์เรนซีและบล็อกเชน’ เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของรัฐบาล พร้อมชี้ถึงความเสี่ยงจาก ‘คอมพิวเตอร์ควอนตัม’ ที่อาจทำให้ระบบเข้ารหัสปัจจุบันใช้การไม่ได้ และวางกรอบการรับมือในระดับชาติเอาไว้อย่างเป็นทางการ

ทำเนียบขาวเผยแพร่เอกสารยุทธศาสตร์ฉบับดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ (เวลาท้องถิ่น) ย้ำเป้าหมายว่า สหรัฐต้องรักษาความได้เปรียบในโลกไซเบอร์แบบ ‘ไร้คู่แข่ง (unrivaled)’ ให้ได้ต่อไป โดยมองว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ปลอดภัยคือหัวใจของศักยภาพการแข่งขันประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของรัฐบาล แต่รวมถึงภาคธุรกิจและประชาชนที่ต้องปกป้องกิจกรรมออนไลน์ของตนเองด้วย

ในเอกสารมีการให้ความสำคัญกับ ‘ระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล’ แยกออกมาอย่างชัดเจน รัฐบาลระบุว่าจะสร้างเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัย ตั้งแต่ขั้น ‘ออกแบบจนถึงส่งมอบ’ เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้ ควบคู่กับการ ‘สนับสนุนความปลอดภัยของคริปโตเคอร์เรนซีและเครือข่ายบล็อกเชน’ โดยตรง การที่ยุทธศาสตร์ไซเบอร์ระดับชาติพูดถึง ‘คริปโต’ อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร สะท้อนว่าทรัพย์สินดิจิทัลไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีชายขอบอีกต่อไป แต่กลายเป็นทั้ง ‘เป้าหมาย’ และ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ของการป้องกันทางไซเบอร์ในระดับประเทศ

อีกแกนสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือ ‘การเข้ารหัสยุคหลังควอนตัม (post-quantum cryptography)’ ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีเข้ารหัสรุ่นใหม่ที่ถูกออกแบบมาให้ปลอดภัย แม้จะมีคอมพิวเตอร์ควอนตัมสมรรถนะสูงเกิดขึ้นในอนาคต เอกสารย้ำว่ารัฐบาลต้องเร่งผลักดันการใช้มาตรฐานเข้ารหัสแบบใหม่ พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมที่ ‘ปลอดภัย’ ไปพร้อมกัน กล่าวง่ายๆ คือ ต้องสร้าง ‘โล่ป้องกัน’ ให้ทันก่อนที่ ‘ยุควอนตัม’ จะมาถึงเต็มตัว

ในฝั่งอุตสาหกรรมคริปโต การถกเถียงเรื่อง ‘ภัยคุกคามจากควอนตัม’ ร้อนแรงมาหลายปี แม้คอมพิวเตอร์ควอนตัมเชิงพาณิชย์ที่ทรงพลังเพียงพอจะโจมตีเครือข่ายขนาดใหญ่ยังไม่เกิดขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนซ้ำๆ ว่า ถ้าเทคโนโลยีดังกล่าวพัฒนาไปไกลพอ ระบบเข้ารหัสกุญแจสาธารณะที่ใช้ในเครือข่ายหลักอย่างบิตคอยน์(BTC) อาจถูกเจาะได้ หากสถานการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง เครือข่ายจะต้อง ‘ย้าย (migration)’ ไปใช้มาตรฐานเข้ารหัสแบบใหม่ที่ทนต่อการโจมตีด้วยควอนตัม

อย่างไรก็ตาม วงการยังเห็นต่างกันว่าตัวเลข ‘เวลาความเสี่ยง’ เดินไปเร็วแค่ไหน มายเคิล เซย์เลอร์(Michael Saylor) นักลงทุนชื่อดังและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทลงทุนคริปโต สเตรทีจิ (Strategy) มองว่าความกังวลเรื่องภัยควอนตัมถูก ‘ขยายเกินจริง’ แต่ก็ยอมรับว่าการเตรียมตัวของนักพัฒนาให้พร้อมรับเทคโนโลยีใหม่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่วิตาลิก บูเตอร์ริน(Vitalik Buterin) ผู้ร่วมก่อตั้งอีเธอเรียม(ETH) เสนอ ‘โรดแมปด้านควอนตัม (quantum roadmap)’ ตั้งแต่ช่วงต้นปี ชี้ว่าต้องวางแผนรับมือระยะยาวสำหรับกรณีที่ความแข็งแกร่งของระบบเข้ารหัสปัจจุบันค่อยๆ ลดลงในอนาคต

ยุทธศาสตร์ไซเบอร์ของประธานาธิบดีทรัมป์ยังเดินคู่มากับมาตรการด้านสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ในวันเดียวกัน ทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารที่มุ่งปราบปราม ‘อาชญากรรมไซเบอร์’ อย่างเฉพาะเจาะจง ทำให้การยกระดับ ‘ภูมิคุ้มกันดิจิทัลของสหรัฐ’ กลายเป็นภาพใหญ่ที่เชื่อมโยงทั้ง ‘ความปลอดภัยของคริปโตเคอร์เรนซี’ และ ‘การรับมืออาชญากรรมออนไลน์’ ไว้ในกรอบนโยบายเดียวกัน

หลังกลับเข้าสู่ทำเนียบขาว ทรัมป์ยังเดินหน้าท่าที ‘เป็นมิตรต่อคริปโต’ อย่างชัดเจน เมื่อปีก่อน เขาอนุมัติให้จัดตั้ง ‘คลังสำรองบิตคอยน์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Bitcoin Reserve)’ ของรัฐบาลกลาง โดยใช้บิตคอยน์ที่ยึดได้จากคดีอาชญากรรมเป็นฐานสำคัญ เบื้องต้นยังไม่มีการเปิดเผยแผนซื้อเพิ่ม นอกจากนี้เขายังสั่งทบทวนเชิงลึกนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐทั้งระบบ และออกคำสั่งห้ามพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางสหรัฐ (CBDC) เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้าน ‘เงินดิจิทัลที่ออกโดยรัฐบาล’ อย่างชัดเจน

อีกด้านหนึ่ง ทรัมป์เพิ่มแรงกดดันต่อเจย์ พาวเวลล์(Jerome Powell) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ถึงขั้นพูดถึงความเป็นไปได้ของ ‘การสอบสวนคดีอาญา’ ต่อบทบาทของเขา ถึงอย่างนั้น ธนาคารกลางยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม โดยอ้างถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแรงและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง พาวเวลล์ปฏิเสธไม่ให้ความเห็นเรื่องการสอบสวน แต่ย้ำว่าการทำให้ ‘นโยบายการเงินกลายเป็นเรื่องการเมือง’ จะบั่นทอนความน่าเชื่อถือของเฟด และย้ำความสำคัญของความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

แม้นโยบายระดับมหภาคจะขยับไปในทิศทางที่ ‘เป็นบวกต่อคริปโต’ มากขึ้น แต่ข้อมูลบนบล็อกเชนกลับชี้ว่า ‘ความมั่งคั่งบนเครือข่าย’ ยังไม่ได้เติบโตตามความคาดหวัง รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าทำเนียบขาวครบหนึ่งปี จำนวน ‘ที่อยู่กระเป๋าบิตคอยน์ระดับเศรษฐีดอลลาร์’ ลดลงราว 25,000 ที่อยู่ โดยจำนวนแอดเดรสที่ถือบิตคอยน์มูลค่าเกิน 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 14.85 ล้านบาท) ลดลงประมาณ 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน หนุนมุมมองที่ว่า แม้บรรยากาศเชิงบวกด้านกฎระเบียบจะช่วยผลักดันความเชื่อมั่นตลาด แต่ไม่ได้สะท้อนเป็น ‘การกระจายตัวของความมั่งคั่งบนเชน’ ในทันที

ท้ายที่สุด สารหลักของยุทธศาสตร์ไซเบอร์ฉบับนี้ค่อนข้างชัดเจน เครือข่ายคริปโตเคอร์เรนซีและบล็อกเชนถูกยกระดับจาก ‘พื้นที่ทดลองของเอกชน’ ไปเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์’ ที่เกี่ยวพันโดยตรงกับการป้องกันประเทศในโลกไซเบอร์ พร้อมกันนั้น ‘คอมพิวเตอร์ควอนตัม’ ก็ถูกวางให้เป็นตัวแปรระยะยาวที่อาจพลิกสมการความปลอดภัยของสินทรัพย์ดิจิทัล และผลักดันให้การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและนโยบาย ‘การเข้ารหัสยุคหลังควอนตัม’ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญรอบใหม่ของตลาดดิจิทัลในอนาคตอันใกล้

"ความคิดเห็น" การที่รัฐบาลระดับสหรัฐยกระดับ ‘ความปลอดภัยของคริปโตและบล็อกเชน’ เข้าไปอยู่ในยุทธศาสตร์ไซเบอร์แห่งชาติ ไม่เพียงเพิ่มน้ำหนักให้สินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังเร่งแรงกดดันให้ทั้งภาคเอกชนและโปรโตคอลต่างๆ ต้องเริ่ม ‘ออกแบบใหม่ตั้งแต่ชั้นเข้ารหัส’ เพื่อเตรียมตัวรับยุควอนตัมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1