Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

บิตคอยน์(BTC) ร่วง 10% หลุด 7만달러 หลังน้ำมันดิบทะลุ 110 ดอลลาร์ ดันเสี่ยงเงินเฟ้อ-เฟดชะลอลดดอกเบี้ย

บิตคอยน์(BTC) ร่วงลงแตะบริเวณ ‘6만6000달러’ ท่ามกลางแรงขายรุนแรง หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันดิบทะลุ ‘배럴당 110달러’ เกิดภาวะคล้าย ‘ช็อกด้านพลังงาน’ กดดันบรรยากาศการลงทุนใน ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ ทั่วกระดาน

เมื่อวันที่ 9 (เวลาท้องถิ่น) บิตคอยน์ร่วงลงระหว่างวันไปที่ 6만6010달러 ลดลงราว 10% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดวันที่ 5 มีนาคมที่ 7만3670달러 หากแปลงด้วยอัตราแลกเปลี่ยน 1달러=1487.60원 ระดับ 6만6010달러 คิดเป็นราว 9817만원 ในเวลาใกล้เคียงกัน ราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นถึงราว 30% ภายในวันเดียว เพิ่มความผันผวนอย่างมาก และทำให้ตลาดกลับมาจับตาความเสี่ยง ‘เงินเฟ้อปะทุรอบใหม่’ อีกครั้ง

ประเด็นสำคัญคือ ‘น้ำมันพุ่ง’ อาจทำให้เส้นทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)สั่นคลอน เมื่อราคาพลังงานถูกส่งผ่านไปยังดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) ทิศทางเงินเฟ้อที่กำลังชะลอลงอาจสะดุด และในกรณีนั้น ความกังวลที่ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ย ‘สูงขึ้นและนานขึ้น’ ก็จะรุนแรงขึ้น การตรึงดอกเบี้ยสูงยืดเยื้อย่อมตึงสภาพคล่องดอลลาร์ และกดดันสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่าง ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ และหุ้นกลุ่มเติบโตโดยตรง

‘ความคิดเห็น’ นักลงทุนจำนวนไม่น้อยมองว่าหากเฟดส่งสัญญาณ ‘ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย’ เพิ่มเติม ตลาดคริปโตอาจต้องเผชิญรอบปรับฐานที่ยาวนานขึ้นกว่าที่เคยคาดกันไว้

‘유가 급등’ ดันการเคลื่อนไหว ‘บิตคอยน์-หุ้น’ กลับมาขยับพร้อมกัน

-----------------------------------------

จุดที่โดดเด่นในรอบร่วงครั้งนี้คือ ‘ความสัมพันธ์ระหว่างบิตคอยน์กับตลาดหุ้น’ ที่กลับมาแน่นแฟ้นขึ้นอีกครั้ง บิตคอยน์ซึ่งเคยถูกเล่าเรื่องในฐานะสินทรัพย์ที่มี ‘โครงเรื่องของตัวเอง’ ชัดเจน เริ่มกลับมาแสดงภาพของสินทรัพย์เสี่ยงที่ ‘ไหลไปกับโหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off)’ ของตลาดโลกอย่างเห็นได้ชัด

หลังราคาน้ำมันดีดแรง ตลาดเอเชียตอบสนองทันที ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นร่วงลงราว 7% ขณะที่ดัชนีคอสปีของเกาหลีใต้ปรับตัวลง 6% สะท้อนแรงขายในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วภูมิภาค กระแสเงินทุนสถาบันก็แย่ลงตามไปด้วย กองทุน ETF บิตคอยน์สปอตในสหรัฐเกิดกระแสเงินไหลออกสุทธิราว 5억7666만달러ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นแรงกดดันด้านขายเพิ่มเติมต่อราคาสปอต

ในตลาดมีมุมมองว่า “ตราบใดที่ความสัมพันธ์ระหว่างบิตคอยน์กับหุ้นยังอยู่ในระดับสูง เมื่อหุ้นดิ่งแรง บิตคอยน์ก็ยากจะสร้าง ‘จุดต่ำสุดของตัวเอง’ ได้อย่างอิสระ” นอกจากนี้ ตลาดตราสารหนี้ยังส่งสัญญาณเตือน ‘ความเสี่ยงเชิงมหภาค’ อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนและความผันผวนในบอนด์ยิลด์ ซึ่งเป็นอีกแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง

มุมมองทางเทคนิค: หลุด ‘7만달러’ แนวรับสำคัญถัดไปอยู่ตรงไหน

---------------------------------------------------

จากมุมมองเชิงเทคนิค บิตคอยน์ได้หลุดระดับ ‘7만달러’ ซึ่งถือเป็น ‘แนวจิตวิทยา’ ที่สำคัญ ทำให้ราคากำลังถูกทดสอบในโซนหลักอีกครั้ง ปัจจุบันราคาเคลื่อนไหวแถว 6만6000달러 ใกล้กับระดับก่อนเกิดรอบดีดตัวแรงก่อนหน้า

จุดแบ่งฝั่งสำคัญของการย่อตัวรอบนี้ถูกจับตาที่บริเวณ ‘6만2300달러’ หากแนวรับนี้แตก โครงสร้างกราฟอาจเปิดทางให้การปรับฐานลึกขึ้น โดยโซน 5만6800달러 และต่ำลงไปแถว 5만2300달러 ซึ่งเป็นแนว ‘ฟีโบนัชชี’ ที่นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งเฝ้าดูอยู่ อาจถูกทดสอบตามลำดับ ทางด้านแนวต้านด้านบน มีการพูดถึงเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบง่าย 50 วัน (50-day SMA) บริเวณ 7만7200달러 ว่าทำหน้าที่เสมือน ‘เพดาน’ ของแนวโน้มระยะกลางในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม สัญญาณจาก ‘ออนเชน’ สะท้อนภาพที่ต่างออกไป เลขคงเหลือของบิตคอยน์บนกระดานเทรดหลักยังคงลดลงต่อเนื่อง บ่งชี้ว่านักลงทุนระยะยาว (long-term holders) ไม่ได้เร่งปล่อยเหรียญออกมาในช่วงราคาย่อตัวนี้ หากแรงขายจากกลุ่มนี้ยังถูกจำกัด ‘ช็อกฝั่งอุปทาน’ อาจกลายเป็นแรงหนุนด้านล่างให้ราคาบิตคอยน์

นักวิเคราะห์เทคนิคบางรายมองว่า การฟื้นกลับไปยืนเหนือ ‘7만2600달러’ เป็นเงื่อนไขสำคัญในการลบภาพ ‘ขาลงรอบสั้น’ นี้ หากราคายังอ่อนตัวอยู่ใต้โซนดังกล่าว ความได้เปรียบจะยังอยู่ฝั่งผู้ขาย

‘매크로 변수’ ตัวจริงคือ ‘น้ำมัน’ กดดันเฟดให้เหยียบเบรกการลดดอกเบี้ย

--------------------------------------------------

ตัวแปรมหภาคที่ตลาดโฟกัสมากที่สุดตอนนี้คือ ‘ราคาน้ำมัน’ ซึ่งพุ่งขึ้นถึงราว 72% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ขยายแรงกดดันด้านต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ และต่อเนื่องไปสู่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในระดับระบบเศรษฐกิจ

ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความเห็นต่อภาวะน้ำมันพุ่งว่าเป็น “ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายซึ่ง ‘เล็กมาก’ (a very small price to pay)” แต่ในมุมของตลาดการเงินแล้ว ‘ต้นทุนที่แท้จริง’ คือ ‘สภาพคล่อง’ เพราะเมื่อราคาพลังงานดันตัวเลขเงินเฟ้อขึ้น เฟดก็ยิ่งยากจะหาจังหวะ ‘ลดดอกเบี้ย’ อย่างที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้า ส่งผลให้แรงฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโต ถูกจำกัดลงไปพร้อมกัน

ในหมู่เทรดเดอร์ออปชั่นที่จับตาช่วงหมดอายุสัญญาและระดับ ‘맥스 페인(max pain)’ เป็นพิเศษ ภาพรวมมุมมองยังเชื่อว่าตลาดมีแนวโน้มผันผวนสูงต่อเนื่องในระยะสั้น หากราคาน้ำมันดิบทรงตัวเหนือ 110달러ต่อบาร์เรลและมีโอกาสไต่ขึ้นต่อ ความกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมควบคู่กับการปรับขึ้นของ ‘คาดการณ์เงินเฟ้อ’ อาจยิ่งเด่นชัด ทำให้ตลาดต้องตอบสนองต่อข้อมูลมหภาคและข่าวสารจากตะวันออกกลางอย่างอ่อนไหวมากเป็นพิเศษในช่วงนี้

‘ความคิดเห็น’ สำหรับนักลงทุนรายย่อยแล้ว การบริหารความเสี่ยงต่อข่าว ‘น้ำมัน-ตะวันออกกลาง-เฟด’ อาจสำคัญไม่แพ้การมองแนวรับแนวต้านบนกราฟราคา

สรุป ‘โซนราคาหลัก’ ที่ตลาดจับตา

-------------------------

แนวต้านสำคัญ:

- ‘7만2600달러’ คือโซนต้านหลักในระยะสั้น การกลับไปยืนเหนือบริเวณนี้ควบคู่กับการฝ่า ‘50-day SMA แถว 7만7200달러’ มีโอกาสหนุนภาพ ‘กลับตัวเป็นขาขึ้น’ ให้แข็งแรงขึ้น

ตัวแปรมหภาค:

- ราคาน้ำมันดิบทะลุ ‘배럴당 110달러’ กลายเป็น ‘ทริกเกอร์มหภาค’ สำคัญ ยิ่งน้ำมันขึ้นต่อเท่าไร แรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงและความคาดหวังเงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้นตามเท่านั้น

แนวรับสำคัญ:

- โซน ‘6만~6만2300달러’ เป็นแนวรับหลักรอบนี้ หากถูกทะลุลงอย่างชัดเจน ตลาดมองว่าโซนถัดไปที่อาจเกิดแรงซื้อคือบริเวณ ‘5만2000달러대’ ซึ่งเป็นหนึ่งในระดับที่เทรดเดอร์สายเทคนิคจับตามองอย่างใกล้ชิด

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1