บิตคอยน์(BTC) ทำสถัติใหม่บนเครือข่าย หลัง ‘เหรียญที่ 20 ล้าน’ ถูกขุดสำเร็จเป็นครั้งแรก โดยจากจำนวนรวมที่ถูกล็อกไว้ถาวรที่ 21 ล้านเหรียญ เหตุการณ์นี้จึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณชัดเจนว่า ‘ความขาดแคลนแบบดิจิทัล’ ของบิตคอยน์(BTC) กำลังเดินทางสู่ช่วงท้ายอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันยังตอกย้ำคุณสมบัติเรื่อง ‘ความโปร่งใส’ และ ‘ความคาดการณ์ได้’ ของระบบ เนื่องจากปริมาณเหรียญและตารางการออกเหรียญถูกกำหนดไว้ในโปรโตคอล ต่างจากสกุลเงินกระดาษที่ปริมาณเงินอาจเปลี่ยนได้ตามนโยบายการเงิน จึงมักมีการอ้างคำว่า ‘โค้ดคือกฎหมาย’ เพื่ออธิบายธรรมชาติของบิตคอยน์(BTC)
ตามข้อมูลบนเชนจากแพลตฟอร์ม *บิตโบ*(BiTBO) ระบุว่า ณ ขณะจัดทำบทความ มีบิตคอยน์หมุนเวียนแล้ว 20,000,018.75 BTC หรือคิดเป็นราว 95.2% ของปริมาณทั้งหมด ส่วนที่เหลืออยู่ราว 1 ล้านเหรียญเท่านั้น แต่ตามการออกแบบของเครือข่าย ช่วงสุดท้ายนี้จะถูกปล่อยออกมาช้าที่สุดและยากที่สุด ‘โดยโครงสร้าง’
หัวใจของระบบคือ ‘การฮาล์ฟวิ่ง’ หรือเหตุการณ์ที่รางวัลบล็อกถูกลดลงครึ่งหนึ่งทุกๆ ประมาณ 4 ปี ส่งผลให้ปริมาณบิตคอยน์(BTC) ใหม่ที่เข้าสู่ตลาดลดลง 50% ทุกรอบ เวลาผ่านไปความเร็วในการออกเหรียญใหม่ช้าลงเรื่อยๆ ขณะที่ความยากในการขุดและความหายากของเหรียญสูงขึ้นไปพร้อมกัน นักวิเคราะห์ในวงการคาดกันว่า หากทุกอย่างเดินตามตารางนี้ เหรียญสุดท้ายจะถูกขุดเสร็จสิ้นราวปี 2140
โครงสร้างดังกล่าวทำให้บิตคอยน์(BTC) ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ‘ทองคำ’ อยู่บ่อยครั้ง ทั้งเรื่อง ‘ปริมาณจำกัด’ และ ‘อัตราออกเหรียญใหม่ที่ลดลงตามเวลา’ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ตลาดมักมองข้าม คือปริมาณบิตคอยน์(BTC) ที่หายไปจากระบบอย่างถาวร จากการลืมรหัสผ่าน กระเป๋าสตางค์สูญหาย หรือการทำหายของวลีช่วยกู้(Seed Phrase) ทำให้มีเหรียญส่วนหนึ่งที่แม้จะนับอยู่ในจำนวนรวม 21 ล้าน แต่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก ผลก็คือ ปริมาณบิตคอยน์(BTC) ที่หมุนเวียนได้จริงอาจน้อยกว่าที่ระบบคำนวณไว้ และทำให้ ‘ความขาดแคลนที่จับต้องได้’ ยิ่งรุนแรงขึ้น
ส่วน ‘อีก 1 ล้านเหรียญสุดท้าย’ กำลังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้กับตลาดปัจจุบัน ฮาล์ฟวิ่งรอบล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2024 ทำให้รางวัลบล็อกจาก 6.25 BTC ลดเหลือ 3.125 BTC และหากเป็นไปตามรอบปกติ อีกประมาณ 4 ปีข้างหน้าจะเกิดฮาล์ฟวิ่งรอบใหม่ที่ลดรางวัลครึ่งหนึ่งอีกครั้ง บีบให้ ‘อุปทานใหม่’ ของบิตคอยน์(BTC) เข้าสู่ตลาดในอัตราที่จำกัดลงเรื่อยๆ
เมื่อคำนวณคร่าวๆ ปริมาณที่ถูกขุดในแต่ละวันอยู่ที่ราว 450 BTC หากสมมติว่าอัตรานี้เดินหน้าต่อไป ภายในช่วงราวปี 2030 สัดส่วนของบิตคอยน์(BTC) ใหม่ที่เข้าสู่ตลาดเมื่อเทียบกับเหรียญที่มีอยู่แล้วจะยิ่งเล็กลงมาก จนอาจแทบไม่มีผลต่อภาพรวมอุปทาน ในโครงสร้างที่อัตราเติบโตของปริมาณเหรียญลดลงต่อเนื่องแบบนี้ ตลาดมีแนวโน้มจะหันมาให้ความสำคัญกับ ‘การเคลื่อนย้ายของเหรียญเดิม’ และ ‘แรงซื้อจากฝั่งดีมานด์’ มากกว่าการรอรับเหรียญใหม่
ด้านอุตสาหกรรมเหมืองขุดเองก็ต้องเร่งปรับตัว เพราะเมื่อรางวัลจากการออกเหรียญใหม่ลดลงเรื่อยๆ นักขุดจะต้องพึ่งพา ‘ค่าธรรมเนียมธุรกรรม’ เป็นรายได้หลักมากขึ้น ผู้ดูแลความปลอดภัยเครือข่ายและผู้ตรวจสอบบล็อกจึงต้องจับตาว่า ตลาดค่าธรรมเนียมจะเติบโตและมีเสถียรภาพเพียงพอหรือไม่ในการรองรับต้นทุนในระยะยาว *ความคิดเห็น* นักวิเคราะห์บางรายมองว่า หากค่าธรรมเนียมไม่แข็งแรงพอ อาจกระทบต่อแรงจูงใจในการรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายได้
ในภาพรวม การขุดบิตคอยน์(BTC) เหรียญที่ 20 ล้าน จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขเชิงสถิติ แต่เป็น ‘จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง’ ของเศรษฐกิจบิตคอยน์(BTC) ที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วย ‘ความขาดแคลน’ อย่างเต็มตัว สะท้อนความแตกต่างของบิตคอยน์(BTC) เมื่อเทียบกับระบบการเงินดั้งเดิมที่ยังสามารถขยายปริมาณเงินได้อย่างยืดหยุ่น และย้ำให้เห็นอีกครั้งว่ากติกาของเครือข่ายนี้ถูกออกแบบให้ยึดตามโค้ดที่ทุกคนตรวจสอบได้ มากกว่าการตัดสินใจจากคนกลุ่มเล็กๆ ในระบบการเงินแบบเดิม
ความคิดเห็น 0