นักลงทุน ‘ระยะสั้น’ ในบิตคอยน์(BTC) ยังเทขายขาดทุนต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามสัญญาณจาก ‘ตัวชี้วัดออนเชน’ ที่อยู่ในโซนขาดทุนเกือบครบ 1 สัปดาห์เต็ม สะท้อนแรงกดดันขายฝั่งเก็งกำไรที่ยังไม่จบง่ายๆ
เมื่อวันที่ 9 (เวลาท้องถิ่น) จากการวิเคราะห์ล่าสุดของนักวิเคราะห์ออนเชน อักเซล แอดเลอร์ จูเนียร์(Axel Adler Jr.) ระบุว่า อัตราส่วนกำไรขาดทุนจากการใช้จ่ายเหรียญของผู้ถือครองระยะสั้น(STH SOPR) เคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับฐาน 1.0 ติดต่อกัน 7 ใน 8 วันที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม โดย *STH SOPR* ใช้วัดว่าเหรียญที่ถือไม่เกิน 155 วัน ถูกขายออกด้วย ‘กำไร’ หรือ ‘ขาดทุน’ หากค่าต่ำกว่า 1.0 หมายถึงราคาขายต่ำกว่าต้นทุนซื้อ เป็น ‘การขายตัดขาดทุน’ ของฝั่งระยะสั้นอย่างชัดเจน
ในวันที่ 9 มีนาคม ค่าเฉลี่ยระหว่างวันของ STH SOPR อยู่ที่ 0.987 จากบล็อกที่ถูกบันทึกทั้งหมด 35 บล็อก มีเพียง 6 บล็อกเท่านั้น (ราว 17%) ที่ปิดเหนือระดับ 1.0 ขณะที่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 7 วันยังเกาะอยู่แถว 0.992 สะท้อนว่าแรงขายขาดทุนของผู้ถือครองระยะสั้นไม่ได้เกิดแค่วันเดียวแล้วจบ แต่ลากยาวต่อเนื่องหลายวัน
ช่วงเวลาดังกล่าว มีเพียงวันที่ 4 มีนาคม วันเดียวที่ STH SOPR ปรับขึ้นไปเหนือ 1.0 ในวันนั้น ราคาบิตคอยน์(BTC) เคยดีดขึ้นไปแถว 74,000 ดอลลาร์ (ราว 10.859 ล้านบาท อิงอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ = 1,467 วอน) ก่อนจะถูกขายกลับลงมา เข้าสู่โซนขาดทุนอีกครั้ง จุดต่ำสุดรายสัปดาห์เกิดขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม ที่ STH SOPR 0.979 ส่วนวันที่ 8 มีนาคม อยู่ที่ 0.991 บ่งชี้ว่าดีลจำนวนมากของฝั่งนักลงทุนระยะสั้นถูกปิดต่ำกว่าทุน
แอดเลอร์มองว่า ‘สัญญาณแรก’ ของการเปลี่ยนทิศในตลาด จะเริ่มชัดเจนก็ต่อเมื่อ “ราคาปรับขึ้นพร้อมกับที่ STH SOPR ปิดเหนือ 1.0 ติดต่อกันหลายวัน” หรือพูดง่ายๆ ต้องเห็นภาพที่ผู้ถือครองระยะสั้น ‘หยุดยอมขายขาดทุน’ เสียก่อน ถึงจะยืนยันได้ว่าแรงขายถูกดูดซับไปในระดับหนึ่งแล้ว
ในอีกด้านหนึ่ง แอดเลอร์ยังชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของ ‘ปริมาณเหรียญ’ ที่อยู่ในมือผู้ถือครองระยะสั้นด้วย โดยในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณที่อยู่ในกลุ่มโคฮอร์ตผู้ถือครองไม่เกิน 155 วัน ลดลงจากราว 6.06 ล้าน BTC เหลือราว 5.92 ล้าน BTC หายไปประมาณ 140,000 BTC จากกลุ่มนี้
การลดลงดังกล่าวอาจสะท้อนทั้ง ‘การยอมแพ้ขายทิ้ง’ ของนักลงทุนที่ล็อกขาดทุนแล้วออกจากตลาด และการที่บางส่วนถือยาวเกิน 155 วัน จนย้ายสถานะไปอยู่ฝั่งผู้ถือครองระยะยาวโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเดียวกัน ราคาต้นทุนเฉลี่ยตามเกณฑ์ *Realized Price* ของผู้ถือครองระยะสั้น ถูกประเมินอยู่ราว 89,028 ดอลลาร์ (ประมาณ 13.063 ล้านบาท) ในขณะที่ราคาตลาดจริงซื้อขายกันแถว 67,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 9.829 ล้านบาท) ช่องว่างดังกล่าวชี้ว่าโดยเฉลี่ยแล้ว นักลงทุนกลุ่มนี้กำลังแบก ‘ขาดทุนบนกระดาษ’ ราว 24%
แอดเลอร์มองความต่างระหว่างราคาตลาดกับ *Realized Price* ของผู้ถือครองระยะสั้น ว่าเป็นเหมือน ‘โครงสร้างภาระซัพพลาย’ หรือ ‘โอเวอร์แฮง’ ที่กดทับตลาดอยู่ เพราะทุกครั้งที่ราคาดีดตัวขึ้นฝั่งที่รับเหรียญแพงด้านบนมีแนวโน้มจะใช้จังหวะนั้น ‘ขายออกเอาทุนคืน’ ส่งผลให้แรงขายไหลกลับเข้าสู่ตลาดซ้ำๆ และไปลดทอนแรงขาขึ้น
‘ความคิดเห็น’ การที่ STH SOPR อยู่ต่ำกว่า 1.0 ต่อเนื่องพร้อมกับปริมาณเหรียญในมือผู้ถือครองระยะสั้นลดลง จึงสะท้อนภาพของ ‘การชำระล้างโคฮอร์ต’ หรือ *cohort cleansing* มากกว่าจะเป็นบรรยากาศฟื้นตัวตามราคาที่ดีดขึ้น นั่นคือ ผู้เล่นที่อ่อนไหวต่อราคาเริ่มทยอยถูกเขย่าออกจากตลาด ก่อนที่แนวโน้มใหม่จะถูกกำหนดอีกครั้ง
สุดท้าย หากต้องการเห็นแรงขายระยะสั้นคลายตัวอย่างยั่งยืน ตลาดจำเป็นต้องผ่านสองเงื่อนไขหลัก คือ หนึ่ง การขายตัดขาดทุนของนักลงทุนกลุ่มนี้ต้องเริ่มหยุดลง และสอง ในช่วงที่ราคารีบาวด์กลับขึ้น ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าฝั่งอุปทานสามารถ ‘รับแรงขายทำทุนคืน’ ได้โดยไม่ทำให้แนวโน้มขาขึ้นสะดุด นี่คือจุดที่นักลงทุนควรจับตาในระยะต่อไปสำหรับบิตคอยน์(BTC) และทิศทางของตลาดคริปโตโดยรวม
ความคิดเห็น 0