Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

สมาคมคริปโตบราซิลค้านเก็บภาษี IOF บนสเตเบิลคอยน์ ชี้ขัดกฎหมาย-เสี่ยงฉุดนวัตกรรมฟินเทค

สมาคมคริปโตบราซิลค้านเก็บภาษี IOF บนสเตเบิลคอยน์ ชี้ขัดกฎหมาย-เสี่ยงฉุดนวัตกรรมฟินเทค / Tokenpost

สมาคมคริปโตและฟินเทคชั้นนำในบราซิลออกแถลงการณ์ร่วม เตือนว่าการขยาย ‘ภาษีธุรกรรมทางการเงิน(IOF)’ ไปยังการซื้อขาย ‘สเตเบิลคอยน์’ อาจขัดต่อกฎหมายปัจจุบัน และเสี่ยงทำลาย ‘นวัตกรรมฟินเทค’ รวมถึงลดทอนศักยภาพของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศ

ตามแถลงการณ์ที่ส่งให้สำนักข่าว CoinDesk เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) กลุ่มสมาคมอย่าง ABคริปโต(ABcripto), ABฟินเทคส์(ABFintechs), อับรากัม(Abracam), ABโทเคน(ABToken) และเซตตา(Zetta) แสดงจุดยืนคัดค้านการขยายฐานภาษี IOF(Imposto sobre Operações Financeiras) ให้ครอบคลุมธุรกรรม ‘สเตเบิลคอยน์’ โดยให้เหตุผลว่ามีทั้งปัญหาทาง ‘กฎหมาย’ และ ‘เศรษฐกิจ’ พร้อมระบุว่ากลุ่มของตนเป็นตัวแทนของบริษัทในภาค ‘ฟินเทค’, ‘สินทรัพย์เสมือน’ และ ‘โครงสร้างพื้นฐานตลาดการเงิน’ กว่า 850 แห่งในบราซิล

จุดถกเถียงหลักอยู่ที่นิยามของ IOF ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเก็บภาษีจากธุรกรรมทางการเงินบางประเภท รวมถึง ‘ธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ’ ไม่ใช่การโอนหรือซื้อขายโทเคนดิจิทัล สมาคมต่างๆ ชี้ว่า หากรัฐพยายามตีความให้การซื้อขายสเตเบิลคอยน์เข้าข่ายธุรกรรมที่ต้องเสีย IOF จะเป็นการขัดกับกรอบกฎหมายที่มีอยู่ และอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อ ‘อุตสาหกรรมคริปโต’ ที่กำลังเติบโตของบราซิล

สมาคมย้ำว่าตาม ‘รัฐธรรมนูญบราซิล’ ภาษี IOF ถูกจำกัดให้ใช้กับ ‘การชำระราคาธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตรา’ ที่มี ‘การส่งมอบเงินสกุลทางการ (legal tender)’ ภายในประเทศหรือจากต่างประเทศเท่านั้น ซึ่งหมายถึงจะต้องมีการส่งมอบเงินสกุลประจำชาติหรือเงินตราต่างประเทศจริงๆ จึงจะเข้าข่ายถูกจัดเก็บ IOF ได้ ขณะที่ ‘สเตเบิลคอยน์’ ไม่เข้าเงื่อนไขนี้ เนื่องจากเป็นเพียง ‘สินทรัพย์ดิจิทัลที่อ้างอิงมูลค่า’ ไม่ใช่เงินตามกฎหมาย

สมาคมยังอ้างอิง ‘กฎหมายสินทรัพย์เสมือน’ ของบราซิล (กฎหมายเลขที่ 14,478 ปี 2022) ที่ระบุอย่างชัดเจนว่า ‘สินทรัพย์เสมือน’ ไม่ถือเป็นเงินสกุลทางการของทั้งในประเทศและต่างประเทศ เมื่อกฎหมายได้วางเส้นแบ่งไว้เช่นนี้ การจะปฏิบัติต่อสเตเบิลคอยน์ในฐานะ ‘เงินตราต่างประเทศ’ หรือ ‘ตราสารที่แทนเงินตราต่างประเทศ’ เพื่อให้เข้าเกณฑ์จัดเก็บ IOF จึงเป็นเรื่องที่ ‘ยากจะอธิบายในเชิงกฎหมาย’ ‘ความคิดเห็น’ ดังนั้น ความพยายามเก็บ IOF จากการซื้อขายสเตเบิลคอยน์อาจถูกท้าทายในศาลได้ไม่ยาก

อีกประเด็นใหญ่คือ ‘ช่องทาง’ ในการขยายฐานภาษี สมาคมเตือนว่าหากรัฐบาลบราซิลเลือกใช้ ‘พระราชกฤษฎีกาของประธานาธิบดี’ หรือกฎเกณฑ์ทางปกครองระดับล่าง เพื่อผลักดันให้การซื้อขายสเตเบิลคอยน์อยู่ในข่ายต้องเสีย IOF ก็จะยิ่งมีปัญหาหนักขึ้นไปอีก เพราะในโครงสร้างกฎหมายของบราซิล ‘การจัดเก็บภาษีใหม่’ หรือ ‘การขยายเหตุแห่งการเสียภาษี’ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการ ‘ออกกฎหมายโดยสภา’ ไม่ใช่การตีความเพิ่มผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร

ในแถลงการณ์ระบุชัดว่า การใช้เครื่องมือฝ่ายบริหารในลักษณะนี้ “ไม่สามารถสร้างหรือขยายเงื่อนไขการจัดเก็บภาษีได้” ดังนั้น การออกข้อกำหนดลำดับรองเพื่อให้ธุรกรรมสเตเบิลคอยน์อยู่ในข่ายเสีย IOF จึงมีลักษณะ ‘ขัดต่อหลักกฎหมายภาษี’ อย่างชัดเจน

สมาคมยังเน้นแยก ‘การกำกับดูแลด้านการเงิน’ ออกจาก ‘นโยบายภาษี’ โดยชี้ว่าบทบาทของ ‘ธนาคารกลางบราซิล’ ในการติดตามและกำกับดูแลการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะมีสิทธิ์ขยายการจัดเก็บ IOF ไปยังสเตเบิลคอยน์โดยอัตโนมัติ การเพิ่มความเข้มข้นของระบบติดตามธุรกรรม เป็นเรื่องของ ‘ความโปร่งใสและเสถียรภาพ’ แต่ไม่ได้เป็นฐานทางกฎหมายให้เรียกเก็บภาษีได้เอง

ในมุมผลกระทบ ‘ทางเศรษฐกิจ’ สมาคมต่างๆ แสดงความกังวลว่าการปรับนโยบายผิดทิศอาจสร้าง ‘แรงตีกลับ’ ต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของบราซิลอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันบราซิลถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตลาดคริปโตขนาดใหญ่ของโลก โดยมีประชาชนราว 25 ล้านคนที่มีส่วนร่วมใน ‘ระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล’ การขยาย IOF ไปครอบคลุมสเตเบิลคอยน์อาจกลายเป็น ‘ข้อจำกัดโดยตรง’ ต่อ ‘นวัตกรรมฟินเทค’ และลดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนี้

ในเชิงโครงสร้างตลาด บราซิลกำลังเห็นการเติบโตของ ‘สเตเบิลคอยน์’ อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโทเคนที่อ้างอิงมูลค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เช่น USDT ของเทเธอร์ และ USDC ของเซอร์เคิล ที่กลายเป็นแกนหลักของการซื้อขายคริปโตในประเทศ ชาวบราซิลใช้สเตเบิลคอยน์เหล่านี้เพื่อ ‘ป้องกันความผันผวนของเงินเฮอัล(BRL)’, ‘โอนเงินข้ามพรมแดนต้นทุนต่ำ’ และ ‘เสริมสภาพคล่องบนแพลตฟอร์มซื้อขาย’ จนกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในระบบการเงินดิจิทัล

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของกรมสรรพากรบราซิล(RFB) เปิดเผยว่าปริมาณซื้อขายคริปโตในบราซิลอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้าน–8,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 8.99 แสนล้าน–1.19 ล้านล้านบาท) โดยกว่า ‘90%’ ของมูลค่าดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ ‘การไหลเวียนของสเตเบิลคอยน์’ ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเก็บ IOF จากสเตเบิลคอยน์จะมีผลกระทบกว้างขวางต่อผู้ใช้งานและผู้ให้บริการในตลาด

ไม่เพียงแต่โทเคนที่อิงดอลลาร์เท่านั้นที่เติบโต ‘สเตเบิลคอยน์ที่อิงเงินเฮอัล’ ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเช่นกัน ข้อมูลจากแพลตฟอร์มวิเคราะห์ออนเชน ‘Dune’ ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2025 ปริมาณซื้อขายโทเคนที่อิงค่าเงินเฮอัลในบราซิลแตะระดับประมาณ 906 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.36 แสนล้านบาท) แสดงให้เห็นว่าตลาดกำลังขยายตัวในมิติของ ‘โทเคนท้องถิ่น’ ด้วย

สมาคมยังระบุเพิ่มเติมว่า ใน ‘เขตเศรษฐกิจหลัก’ ทั่วโลกยังแทบไม่มีตัวอย่างการจัดเก็บภาษีที่มีลักษณะคล้าย IOF กับการซื้อขายสเตเบิลคอยน์ในวงกว้าง หากบราซิลเดินหน้าขยายการจัดเก็บภาษีในทิศทางนี้ อาจเสี่ยงทำให้ ‘เงินทุนด้านนวัตกรรม’ และ ‘โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี’ เคลื่อนย้ายออกจากประเทศ หรือชะลอการลงทุนในระยะยาว ‘ความคิดเห็น’ เมื่อเทียบกับการจัดเก็บภาษีแบบดั้งเดิม ประเด็น IOF บนสเตเบิลคอยน์อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดว่า บราซิลจะเป็นผู้นำหรือผู้ตามในโลกการเงินดิจิทัลในอนาคต

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1