ราคาซิลเวอร์ดิ่งแรงตัดขาดทุน นักลงทุนต้นปีเข้าสู่โซน ‘ขาดทุน’
ราคาซิลเวอร์ร่วงหนักจนทำให้นักลงทุนที่เข้าซื้อช่วงต้นปีส่วนใหญ่เข้าสู่โซน ‘ขาดทุน’ ตามราคา ตลาดระบุว่าซิลเวอร์หลุดจากจุดสูงสุดบริเวณ 120 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงมาเหลือเพียง 68 ดอลลาร์ในช่วงเวลาแค่ราว 2 เดือน คิดเป็นการปรับฐานลงมาประมาณ 40%
ในเอเชีย ราคาซิลเวอร์เคยไหลลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 61 ดอลลาร์ระหว่างการซื้อขายช่วงวันเดียว สะท้อนภาวะผันผวนรุนแรงอย่างชัดเจน ฝั่งนักวิเคราะห์มองว่าการร่วงรอบนี้เกิดจาก ‘พรีเมียมด้านภูมิรัฐศาสตร์’ ที่ทยอยหายไป หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน และความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซเริ่มคลี่คลาย เดิมทีความเสี่ยงปะทะเป็นตัวดันราคา แต่เมื่อเส้นตายการเจรจาถูกขยายออกไปอีก 5 วัน บรรยากาศตึงเครียดผ่อนลง แรงซื้อเพื่อเก็งภัยสงครามจึงหายวับอย่างรวดเร็ว
‘120 ดอลลาร์คือสัญญาณร้อนแรงเกินไป’ รอยเท้าสถาบันฝั่งขายชัดเจน
ระดับราคาที่ตลาดจับตาในตอนนี้อยู่ที่แถว 69 ดอลลาร์ ขณะที่แนว 61 ดอลลาร์ถูกมองเป็น ‘แนวรับระยะสั้น’ หากหลุดลงไปอีกรอบ มีโอกาสสูงที่ราคาซิลเวอร์จะเผชิญแรงขายระลอกใหม่และไหลลงลึกกว่าเดิม
เชิงเทคนิคภาพก็ไม่สู้ดี นักวิเคราะห์ชี้ว่ารูปแบบการขึ้นแบบ ‘พุ่งโค้งพาราโบลา’ จนแตะ 120 ดอลลาร์ได้ถูกทุบแตกเรียบร้อย เทรนด์ขาขึ้นถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณซื้อขายที่พุ่งขึ้นขณะราคาลง บ่งชี้ว่าการร่วงครั้งนี้ไม่น่าจะมาจากการเทขายตื่นตระหนกของรายย่อยเท่านั้น แต่มีโอกาสสูงว่าจะเป็นการย้ายเงินของฝั่งสถาบันที่เร่งปิดโพสิชันออกจากตลาดซิลเวอร์
ในฝั่งมุมมองเชิงโครงสร้าง หลายสำนักเห็นตรงกันว่าหากต้องการให้ราคาซิลเวอร์กลับมานิ่งและฟื้นตัวอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องเห็น ‘ดีมานด์สินทรัพย์ปลอดภัย’ กลับมาอีกครั้ง ทว่าทิศทางกระแสเงินในตอนนี้กลับสวนทาง เงินทุนไหลออกจากกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ไปหาสินทรัพย์อื่นที่สร้างรายได้แบบมีแบบแผนมากกว่า
เงินทุนหมุนเกียร์ เร่งย้ายจากสินค้าโภคภัณฑ์สู่ ‘อินฟราสตรักเจอร์บิตคอยน์’
ความผันผวนรุนแรงในตลาดซิลเวอร์ ทำให้นักลงทุนเริ่มกวาดสายตามองหาสินทรัพย์ที่มีโมเดลสร้างรายได้ที่ชัดเจนกว่า หนึ่งในกลุ่มที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือระบบนิเวศเลเยอร์2 ของบิตคอยน์(BTC) ซึ่งถูกมองว่าเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ของโลกคริปโตมากกว่าจะเป็นแค่สินทรัพย์เก็งกำไร
หนึ่งในโปรเจกต์ที่ถูกจับตามองคือ ‘บิตคอยน์ ไฮเปอร์(Bitcoin Hyper)’ เลเยอร์2 บนเครือข่ายบิตคอยน์ที่ผสมผสาน ‘โซลานา เวอร์ชวลแมชชีน(SVM)’ เข้ากับโครงสร้างของบิตคอยน์ เป้าคือดันประสิทธิภาพด้านความเร็วและการขยายเครือข่ายให้เข้าใกล้ระดับของเชนประสิทธิภาพสูง โดยยังอาศัยความมั่นคงของบิตคอยน์เป็นฐาน
โปรเจกต์นี้สามารถระดมทุนในรอบพรีเซลได้ราว 32 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.8 ร้อยล้านบาท แสดงให้เห็นว่าตลาดเริ่มยอมจ่ายเพื่อ ‘อินฟราสตรักเจอร์ดิจิทัล’ มากขึ้น ปัจจุบันโทเคนของบิตคอยน์ ไฮเปอร์ซื้อขายกันอยู่แถว 0.0136 ดอลลาร์ต่อโทเคน พร้อมโปรโมตผลตอบแทนการสเตกกิ้งในระดับประมาณ 36% ต่อปี
‘ความคิดเห็น’ แม้ตัวเลขผลตอบแทนจะดึงดูดสาย Yield แต่ก็ต้องไม่ลืมว่านี่คือเลเยอร์2 ที่ยังอยู่ในช่วงสร้างตัว ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี การนำไปใช้จริง และโทเคโนมิกส์ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องชั่งน้ำหนักควบคู่ไปกับตัวเลขดอกผลบนกระดาษ
ภาพใหญ่ของตลาด: ความผันผวนเปิดฉาก ‘รีบาลานซ์พอร์ต’ รอบใหม่
การดิ่งลงของราคาซิลเวอร์รอบนี้กำลังถูกอ่านว่าเป็นมากกว่าการพักฐานชั่วคราว แต่เป็น ‘สัญญาณการเปลี่ยนทิศทางของกระแสเงิน’ ในตลาดทุนโลก การขึ้นราคาที่อิงกับตัวแปรภูมิรัฐศาสตร์ถูกพิสูจน์อีกรอบว่า พลิกกลับลงได้เร็วพอ ๆ กับตอนที่พุ่งขึ้น
ตอนนี้ผู้เล่นในตลาดดูจะให้ค่าน้ำหนักกับ ‘โครงสร้างรายได้และการใช้งานจริง’ มากกว่านาราทีฟหวือหวา สินค้าโภคภัณฑ์อย่างซิลเวอร์จึงเริ่มเสียพื้นที่ให้กับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โปรเจกต์เลเยอร์2 ของบิตคอยน์ ที่พยายามตอบโจทย์ทั้ง ‘การใช้งาน’ และ ‘กระแสรายได้’ ในเวลาเดียวกัน
‘ความคิดเห็น’ ทิศทางต่อจากนี้น่าจับตาว่าวงเงินจะไหลต่อเนื่องจากของจริงที่จับต้องได้อย่างสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่ ‘อินฟราสตรักเจอร์ดิจิทัล’ มากแค่ไหน และบทบาทของบิตคอยน์(BTC) จากเดิมที่เป็นเพียง ‘ทองคำดิจิทัล’ จะขยับไปสู่การเป็นฐานให้กับระบบนิเวศสร้างรายได้รอบใหม่ได้จริงหรือไม่
ความคิดเห็น 0