เทเธอร์(USDT) เดินหน้าช่วยฟื้นฟูความเสียหายจากการแฮ็ก ‘ดริฟต์ โปรโตคอล(Drift Protocol)’ วงเงินสูงสุดกว่า 150 ล้านดอลลาร์ โดยจะเปลี่ยนสินทรัพย์ชำระเงินหลักจาก ‘USDC’ ของเซอร์เคิล(Circle) มาใช้ ‘USDT’ ของเทเธอร์แทน สะท้อนการแข่งขันระหว่างผู้ออก ‘สเตเบิลคอยน์’ ที่เริ่มชัดขึ้นบนเวทีดีไฟ(DeFi)
เมื่อวันที่ 10 (เวลาท้องถิ่น) เทเธอร์ประกาศแผนสนับสนุนการฟื้นฟูดริฟต์ โปรโตคอล ภายหลังเหตุโจมตีดีเซนทรัลไลซ์เอกซ์เชน(DEX) มูลค่าราว 280 ล้านดอลลาร์ที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยในโครงการช่วยเหลือนี้ เทเธอร์จะรับภาระเงินฟื้นฟูโดยตรงถึง 127.5 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ส่วนที่เหลือมาจาก ‘พาร์ตเนอร์ที่ไม่เปิดเผยชื่อ’ บริษัทระบุว่ากลไกสนับสนุนครั้งนี้ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับ ‘กิจกรรมการเทรด’ ที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม แทนที่จะอัดเงินทุนก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว กล่าวคือ ‘ยอดคงเหลือของผู้ใช้จะค่อย ๆ ถูกกู้คืน’ ไปพร้อมกับการกลับมาของสภาพคล่องและปริมาณการซื้อขายบนดริฟต์
ภายใต้แผนฟื้นฟู ดริฟต์ โปรโตคอลยังจะเปลี่ยนสินทรัพย์อ้างอิงหลักจาก USDคอยน์(USDC) ของเซอร์เคิล มาเป็น ยูเอสดีที(USDT) ของเทเธอร์ หรือ ‘USDt’ ในเชิงเทคนิค การเปลี่ยนสเตเบิลคอยน์นี้เท่ากับเป็นการ “รีบูต” แพลตฟอร์มใหม่ภายใต้ฐานทุนและพาร์ตเนอร์คนละชุด ‘ความคิดเห็น’ การย้ายจาก USDC มา USDT ถูกมองว่าเป็นทั้งมาตรการบริหารความเสี่ยง และการเลือกข้างในสนามแข่งขันสเตเบิลคอยน์ที่ดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ
ด้านเซอร์เคิล กลับถูกวิจารณ์อย่างหนักในประเด็น ‘ความล่าช้าในการระงับสินทรัพย์ที่ถูกแฮ็ก’ หลังไม่สามารถระงับเหรียญที่เกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีได้ทันเวลา อ้างอิงข้อมูลบนเชนจากนักสืบออนเชนชื่อดังอย่าง แซกซ์เอ็กซ์บีที(ZachXBT) แฮ็กเกอร์ได้ใช้โปรโตคอลโอนสินทรัพย์ข้ามเชนของเซอร์เคิล หรือ CCTP (Cross-Chain Transfer Protocol) ในการย้าย USDคอยน์มูลค่ากว่า 232 ล้านดอลลาร์ จากเครือข่ายโซลานา(SOL) ไปยังอีเธอเรียม(ETH) ก่อนจะแตกธุรกรรมออกเป็นรายการย่อยกว่าร้อยรายการเพื่อปกปิดร่องรอย
แซกซ์เอ็กซ์บีทีระบุว่า ‘ตลอดเวลากว่า 6 ชั่วโมงที่มีการฟอกเงินผ่านบริดจ์ของเซอร์เคิลโดยตรง กลับไม่มีการสั่งระงับ USDคอยน์ที่เกี่ยวข้อง’ และชี้เพิ่มเติมว่า แฮ็กเกอร์รายนี้ถูกบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนอย่าง เอลลิปติก(Elliptic) เชื่อมโยงกับเครือข่ายของเกาหลีเหนือ ‘ความคิดเห็น’ กรณีนี้จึงถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญต่อความเร็วและศักยภาพในการควบคุมสินทรัพย์ของผู้ออกสเตเบิลคอยน์ เพราะหาก “สเตเบิลคอยน์” ถูกมองว่าควบคุมหรือป้องกันการใช้ผิดกฎหมายได้ไม่ดีพอ ความเชื่อมั่นของสถาบันและหน่วยงานกำกับดูแลอาจสั่นคลอนได้
โครงการฟื้นฟูของดริฟต์และเทเธอร์ ยังสะท้อนแนวโน้มใหม่ของอุตสาหกรรมคริปโตที่เลือกใช้โมเดล “พันธมิตรฟื้นฟู (Recovery Alliance)” หลังเกิดเมกะแฮ็กมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ แทนที่จะจบด้วยการชดเชยแบบครั้งเดียว แล้วปล่อยให้แพลตฟอร์มทรุดไปเอง โมเดลใหม่ที่เชื่อม ‘การชดเชย’ เข้ากับ ‘การกลับมาดำเนินงาน’ ทำให้แพลตฟอร์มยังมีโอกาสรื้อฟื้นกิจกรรมการซื้อขาย ขณะที่ผู้ใช้ก็มีแนวโน้มได้สินทรัพย์คืนเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา
อย่างไรก็ดี ตลาดเริ่มหันกลับมาโฟกัสว่า ‘ชื่อเสียงของผู้ออกสเตเบิลคอยน์’ และ ‘ความสามารถในการบล็อกหรือระงับเหรียญ’ จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับแพลตฟอร์มดีไฟยุคใหม่ เมื่อการฟื้นฟูความเสียหายเริ่มเดินหน้า ‘การเลือกใช้สินทรัพย์ตัวใดเป็นหลักประกันและสกุลชำระเงินหลัก’ อาจกำหนดได้ทั้งระดับสภาพคล่องในอนาคต ความไว้วางใจของผู้ใช้ และความสามารถในการตอบสนองต่อเหตุโจมตีครั้งใหญ่ในระยะยาว
ความคิดเห็น 0