เครือข่ายไฟ(Pi Network) ประกาศว่ามีผู้ใช้ที่ผ่านการ ‘ยืนยันตัวตน (KYC)’ บนเมนเน็ตแตะระดับกว่า 18 ล้านราย พร้อมส่งสารสะเทือนวงการว่าเกณฑ์วัดการเติบโตของตลาดคริปโตที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอาจไม่ได้สะท้อน ‘ผู้ใช้งานจริง’ อย่างที่หลายคนเชื่อ โดยย้ำว่าตัวชี้วัดที่อิงจาก ‘คนจริง’ สำคัญกว่าการนับจำนวนกระเป๋าเงินดิจิทัลเพียงอย่างเดียว
เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ CoinTelegraph เครือข่ายไฟได้โพสต์ผ่านบัญชีทางการระบุว่า ขณะนี้มีผู้ใช้งานมากกว่า 18 ล้านรายที่ทำ ‘KYC’ หรือกระบวนการยืนยันตัวตนเสร็จสมบูรณ์บนเมนเน็ตแล้ว อย่างไรก็ตาม ทีมงานย้ำว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ได้มีไว้เพื่อโอ้อวดความสำเร็จด้านปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่ามาตรฐานการเทียบ ‘จำนวนผู้ใช้’ ของตน แตกต่างจากโครงการบล็อกเชนส่วนใหญ่ในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
ปกติแล้วโครงการบล็อกเชนมักใช้จำนวน ‘ที่อยู่กระเป๋า (wallet address)’ หรือจำนวนบัญชีเป็นตัวชี้วัดการเติบโต แต่ตัวเลขเหล่านี้สร้างได้แทบไม่เสียต้นทุน และสามารถให้บอตหรือสคริปต์สร้างขึ้นมาจำนวนมากได้ ขณะที่เครือข่ายไฟระบุว่า ผู้ใช้กว่า 18 ล้านรายของตนล้วนเป็น ‘บุคคลจริง’ ที่ผ่านขั้นตอนยืนยันตัวตนแล้วทั้งหมด ทีมงานระบุว่า “การสร้างบัญชีที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ ไม่เพียงพออีกต่อไป” และชี้ว่าการทำธุรกรรมที่มี ‘ความหมายทางเศรษฐกิจจริง’ จำเป็นต้องมีการยืนยันตัวตนเป็นฐานรองรับ
แก่นของข้อโต้แย้งนี้ตรงไปตรงมา: เมื่อมีการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ คำถามสำคัญที่สุดคือ ‘ใครเป็นคนส่ง และใครเป็นคนรับ’ หากไม่มีการยืนยันตัวตน ก็ยากจะตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมหรือยืนยันตัวตนผู้รับปลายทาง ในทางกลับกัน หากมีชั้น ‘KYC’ ฝังอยู่ในระบบตั้งแต่ต้น ก็ช่วยลดจำนวนบัญชีสแปมและกิจกรรมจากบอต เพิ่มระดับ ‘ความน่าเชื่อถือ’ ระหว่างผู้เข้าร่วมเครือข่าย และสำหรับนักพัฒนาแอปพลิเคชันเอง ก็อาจลดภาระในการสร้างระบบรองรับข้อกำกับดูแลบางส่วนลงได้
ท่ามกลางแรงกดดันด้านกฎระเบียบที่ถาโถมเข้ามายังสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก ‘KYC’ กำลังกลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานมากกว่าจะเป็นตัวเลือก เครือข่ายไฟชูจุดแข็งว่าตนออกแบบให้การยืนยันตัวตนเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ของระบบ แทนที่จะผลักภาระไปไว้ที่บริการรายย่อยหรือแพลตฟอร์มภายนอก ‘คำ’ ที่เครือข่ายไฟพยายามจะสื่อคือมาตรฐานการเปรียบเทียบความแข็งแกร่งของโครงการควรถูกเลื่อนจาก ‘จำนวนผู้ใช้ทั้งหมด’ ไปสู่ ‘จำนวนผู้ใช้ที่ยืนยันตัวตนแล้ว’ แทน
อย่างไรก็ดี มุมมองของตลาดต่อเครือข่ายไฟยังคงแตกเป็นสองฝั่งมาอย่างต่อเนื่อง โครงการถูกตั้งคำถามมายาวนานทั้งในเรื่องความคืบหน้าของเมนเน็ต และความเชื่อมโยงกับกิจกรรมเศรษฐกิจจริง การประกาศตัวเลขผู้ใช้ยืนยันตัวตน 18 ล้านรายครั้งนี้ จึงถือเป็นคำตอบที่จับต้องได้มากที่สุดต่อข้อสงสัยเหล่านั้น แต่ก็ยังไม่อาจรับประกันได้ว่าฐานผู้ใช้ระดับนี้จะเปลี่ยนเป็น ‘ปริมาณธุรกรรม’ หรือ ‘ความต้องการโทเค็น’ อย่างแท้จริง ‘ความคิดเห็น’ ในตลาดจึงมองว่า แม้โครงสร้างพื้นฐานด้านการยืนยันตัวตนจะเริ่มพร้อมแล้ว แต่สิ่งที่จะถูกสร้างขึ้นบนชั้นฐานนี้ และจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริงเพียงใด ยังต้องจับตาและรอการพิสูจน์ต่อไป
ความคิดเห็น 0