อีเธอเรียม(ETH) กำลังยึดตำแหน่ง ‘โครงสร้างพื้นฐานมาตรฐาน’ ของตลาดโทเค็นสินทรัพย์จริงอย่างชัดเจน ทั้งพันธบัตร กองทุน อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงพันธบัตรรัฐบาลที่ถูกย้ายขึ้นมาอยู่บนเชน ทำให้เม็ดเงินจากสถาบันการเงินเลือกใช้เครือข่ายอีเธอเรียมเป็นฐานหลักของการทำ ‘โทเค็นนีเซชัน’ อย่างต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ Cointelegraph อีเธอเรียมมีสินทรัพย์กองทุนที่ถูกโทเค็นแล้วบนเครือข่ายมากกว่า 22.5 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นราว ‘71.9%’ ของตลาดบล็อกเชนทั้งหมด ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ก็เริ่มลงสนามเต็มตัว ทั้งเจพีมอร์แกน เชส(JPMorgan Chase) ที่เตรียมเปิดตัวกองทุนตลาดเงิน ‘MONY’ บนเครือข่ายอีเธอเรียมช่วงต้นปี 2026 กองทุนโทเค็น ‘BUIDL’ ของแบล็คร็อก(BlackRock) และกองทุนตลาดเงินบนเชนของแฟรงคลิน เทมเพิลตัน(Franklin Templeton) ที่กำลังขยายฐานนักลงทุนอย่างมั่นคง
สาเหตุที่สถาบันเลือกใช้อีเธอเรียมไม่ใช่แค่เพราะ ‘กระแส’ แต่เพราะคุณสมบัติด้านการจัดการทรัพย์สินที่ค่อนข้างครบ ทั้งการบริหารสินทรัพย์ภายใต้ความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง ความเสี่ยงจาก ‘สัญญาอัจฉริยะ’ ที่ลดลงเรื่อยๆ และที่สำคัญคือไม่มีคู่สัญญาแบบรวมศูนย์ที่สามารถ ‘สั่งระงับ’ หรือ ‘อายัด’ ทรัพย์สินได้ตามอำเภอใจ เงื่อนไขเหล่านี้เหมาะอย่างยิ่งกับผู้เล่นที่ต้องหมุนเวียนเงินตลอดเวลา เช่น ‘ตัวแทนอัตโนมัติ’ หรือระบบเอเจนต์ที่ทำงานบนเชนตลอด 24 ชั่วโมง
ระบบนิเวศ ‘ดีไฟ(DeFi)’ ของอีเธอเรียมแม้จะผ่านเหตุการณ์แฮ็กและการสูญเสียสินทรัพย์มาหลายรอบ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง สัดส่วนความเสียหายเมื่อเทียบกับมูลค่าเงินฝากทั้งหมดมีแนวโน้มลดลง ซึ่งช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ด้าน ‘เสถียรภาพ’ ของเครือข่าย ‘ความคิดเห็น’ นักวิเคราะห์ในวงการจำนวนไม่น้อยมองว่า อีเธอเรียมกำลังขยับจากเวทีทดลองไปสู่การเป็น ‘เลเยอร์การเงิน’ ที่มีเงินทุนจริงจากโลกดั้งเดิมไหลผ่านในระดับโครงสร้าง
ฝั่ง ‘โทเค็นไฟแนนซ์’ เองก็กำลังเร่งเครื่องเต็มที่ มาร์ค เบามันน์ ผู้ก่อตั้ง fiftyonexyz เปิดเผยว่า บริษัทโบรกเกอร์–โครงสร้างพื้นฐานการเงินรายใหญ่ Broadridge Financial Solutions ปัจจุบันดำเนินการชำระธุรกรรมโทเค็นรีโพ (ตราสารหนี้แบบซื้อคืน) มากกว่า ‘8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อเดือน’ และยังขยายบริการไปถึงการสนับสนุนระบบธรรมาภิบาลแบบออนเชนสำหรับหุ้นที่ถูกโทเค็นแล้ว นอกจากนี้ แกลักซี ดิจิทัล(Galaxy Digital) ยังทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการสเตกกิงสำหรับกองทุนอีเธอเรียมแบบสเตกกิง ETF ‘ETHB’ ของแบล็คร็อกอีกด้วย
เบามันน์ประเมินว่าเฉพาะตลาด ‘การมอบฉันทะลงคะแนนเสียง’ (proxy voting) เองก็มีมูลค่าสูงถึงราว 200,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ผู้เล่นดั้งเดิมอย่างธนาคารผู้รับฝากทรัพย์สิน บริษัทนายทะเบียนผู้ถือหุ้น และบริษัทที่ปรึกษาด้านสิทธิออกเสียง อาจเผชิญแรงกดดันให้ต้องปรับตัวตามโครงสร้างใหม่บนเชน ‘ความคิดเห็น’ หากเม็ดเงินและกระบวนการกำกับดูแลสิทธิผู้ถือหุ้นไหลเข้าสู่ระบบออนเชนมากขึ้น โครงสร้างพื้นฐานด้าน ‘โทเค็นนีเซชัน’ บนอีเธอเรียมอาจเข้ามาแทนที่ระบบหลังบ้านแบบเดิมเร็วกว่าที่คาด
ประเด็นที่ทำให้กระแสนี้ยิ่งน่าจับตา คือการที่คลื่น ‘โทเค็นสินทรัพย์จริง’ รอบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนหลักโดยสตาร์ทอัพคริปโต แต่เป็นสถาบันยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีทที่ลงมือสร้างเอง ตั้งแต่กองทุน ตลาดรีโพ ไปจนถึงกลไกธรรมาภิบาลหุ้นบนเชน ท่ามกลางการไหลบ่าของโครงสร้างพื้นฐานใหม่ อีเธอเรียมจึงถูกจับตามองว่าจะกลายเป็น ‘เลเยอร์พื้นฐาน’ ของสินทรัพย์โทเค็นในระบบการเงินโลกอย่างถาวรหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้งตลาดคริปโตและการเงินดั้งเดิมในระยะยาว
ความคิดเห็น 0