สหรัฐฯ–อิหร่านเริ่มผ่อนคลายความตึงเครียดท่ามกลางสถานการณ์เปราะบาง แต่กลับมีประเด็น ‘ค่าผ่านทางบิตคอยน์(BTC)’ โผล่ขึ้นมาในช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก ทำให้นักลงทุนจับตาว่า ‘บิตคอยน์(BTC)’ และ ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือชำระค่าธรรมเนียมจริงในเส้นทางยุทธศาสตร์ระดับโลกแห่งนี้
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของไฟแนนเชียลไทมส์ อาคาร์ระบุว่า อิหร่านกำลังเดินหน้าหารือแนวทางจัดเก็บค่าผ่านทางเรือที่สัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องแคบแคบระหว่างซาอุดีอาระเบียและโอมาน โดยอิหร่านยังคงถือครอง ‘อำนาจควบคุมทางเดินเรือ’ และจะร่วมมือกับโอมานในการจัดการจราจรทางทะเลพร้อมเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง แนวคิดที่ถูกจับตาอย่างยิ่งคือเรือบางส่วนอาจถูกกำหนดให้ชำระค่าธรรมเนียมด้วย ‘บิตคอยน์(BTC)’ แทนสกุลเงินดั้งเดิม
ฮามิด โฮเซนี โฆษกสมาคมผู้ส่งออกน้ำมัน ก๊าซ และปิโตรเคมีของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับไฟแนนเชียลไทมส์ว่า เมื่ออีเมลแจ้งยอดค่าธรรมเนียมถูกส่งถึง และฝ่ายอิหร่านตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อย “เรือจะต้องชำระด้วยบิตคอยน์ภายในไม่กี่วินาที” เขาอธิบายว่าการทำเช่นนี้จะช่วยให้อิหร่านหลีกเลี่ยงการถูกติดตามหรืออายัดเงินจากมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินระหว่างประเทศ ‘ความคิดเห็น’ หากอิหร่านหันมาใช้บิตคอยน์(BTC) แบบจริงจังในช่องแคบฮอร์มุซ นั่นเท่ากับเป็นการใช้คริปโตเป็น “ทางหนี” ระบบดอลลาร์และระบบธนาคารที่ถูกควบคุมโดยสหรัฐฯ
ก่อนหน้านี้ อิหร่านเคยส่งสัญญาณว่าจะรับค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซเป็นเงินหยวนจีนเท่านั้น แต่หากรายงานล่าสุดถูกยืนยัน ก็มีแนวโน้มว่าอิหร่านต้องการใช้ ‘บิตคอยน์(BTC)’ เป็นเครื่องมือชำระเงินเพื่อหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรอย่างจริงจังมากขึ้น เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมักต้องจ่ายค่าผ่านทางสูงถึงระดับหลายล้านดอลลาร์ การเปลี่ยนรูปแบบการชำระเงินมาเป็นคริปโตจึงอาจสะเทือนทั้งตลาดพลังงานและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไปพร้อมกัน
ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่อ่อนไหวที่สุดของโลก เพราะมีน้ำมันดิบราว 20% ของปริมาณการค้าทางทะเลโลกไหลผ่าน เส้นทางนี้เคยเป็นชนวนความตึงเครียดหลายครั้งระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และประเทศในอ่าวเปอร์เซีย การที่ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวเลือกชำระ ‘ค่าผ่านทาง’ ในจุดยุทธศาสตร์เช่นนี้ จึงสะท้อนว่าคริปโตไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตลาดเก็งกำไร แต่กำลังแทรกซึมสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินและการค้าโลก
ในสัปดาห์เดียวกัน ฝั่งตลาดคริปโตโลกก็มีสัญญาณสำคัญอื่นเกิดขึ้นเช่นกัน เจพีมอร์แกนเชส(JPM) ภายใต้การนำของเจมี ไดมอน ซีอีโอ ออกมาเตือนว่าการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ‘บล็อกเชน’ และ ‘ปัญญาประดิษฐ์(AI)’ กำลังทวีความรุนแรง สั่นสะเทือนโมเดลธุรกิจการเงินแบบดั้งเดิม ขณะที่ทำเนียบขาวเผยบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการกำกับดูแล ‘สเตเบิลคอยน์แบบให้ดอกเบี้ย’ หรือ “interest-bearing stablecoin” โดยประเมินว่าผลต่อการเพิ่มสินเชื่อของภาคธนาคารอาจมีเพียงราว 0.02% เท่านั้น สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพยายามตีกรอบคริปโตโดยไม่ให้กระทบระบบการเงินหลักมากเกินไป
ควบคู่กันนั้น โครงการ ‘โทเคนไนซ์สินทรัพย์’ และโครงสร้างพื้นฐานชำระเงินบน ‘บล็อกเชน’ ก็กำลังถูกขยายตัวโดยธนาคารและสถาบันการเงินรายใหญ่ทั่วโลก ทิศทางเหล่านี้ทำให้ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ขยับจากชายขอบของระบบการเงิน เข้าสู่พื้นที่ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน และการค้าระหว่างประเทศ
ท้ายที่สุด การพูดถึง ‘ค่าผ่านทางบิตคอยน์’ ในช่องแคบฮอร์มุซอาจยังอยู่ในระดับการคาดการณ์ แต่กรณีนี้ฉายภาพให้เห็นชัดว่า เมื่อ ‘การคว่ำบาตร’ ‘การค้าโลก’ และ ‘การชำระเงินดิจิทัล’ มาบรรจบกัน ‘บิตคอยน์(BTC)’ และคริปโตเคอร์เรนซีมีศักยภาพจะถูกใช้ในแบบที่ตลาดการลงทุนทั่วไปอาจไม่เคยคาดคิดมาก่อน และทำให้บทบาทของ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ บนเวทีการเมืองระหว่างประเทศเด่นชัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความคิดเห็น 0