ผลสำรวจใหม่ชี้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสหรัฐส่วนใหญ่ไม่ไว้วางใจบทบาทของ ‘ประธานาธิบดีทรัมป์’ ในการกำกับดูแล ‘คริปโต’ แม้เขาจะเดินหน้าผลักดันนโยบายที่เป็นมิตรต่ออุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่องก็ตาม สะท้อนภาพความเชื่อมั่นด้านนโยบายคริปโตที่เริ่มสั่นคลอน
จากผลสำรวจที่จัดทำในนามของ *คอยน์เดสก์(CoinDesk)* ระบุว่า 62% ของผู้ตอบแบบสอบถาม “ไม่ไว้วางใจ” รัฐบาลทรัมป์ในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมคริปโต ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งประกาศเป้าหมายทำให้สหรัฐกลายเป็น ‘เมืองหลวงคริปโต’ ตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่ง เดินหน้าผ่อนคลายกฎเกณฑ์ แต่งตั้งผู้รับผิดชอบเฉพาะด้าน ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร และสนับสนุนด้านกฎหมาย เพื่อดึงความคาดหวังจากภาคธุรกิจคริปโต
อย่างไรก็ตาม คะแนนนิยมทางการเมืองที่อ่อนแรงลากกระทบมาถึงการประเมินนโยบายคริปโตด้วย โดยผลสำรวจครั้งนี้ชี้ว่า อัตราการสนับสนุนทรัมป์อยู่ที่เพียง 40% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังพบสัญญาณว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนที่เคยหนุนทรัมป์ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 เริ่มปรับมุมมองต่อผลงานคริปโตของเขา
‘ความขัดแย้งทางผลประโยชน์’ ฉุดความเชื่อมั่นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
หนึ่งในประเด็นที่ทำให้กระแสสังคมต่อ ‘คริปโต’ ของทรัมป์เย็นลง คือข้อกังวลเรื่อง ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ โดย 45% ของผู้ตอบแบบสอบถามรับรู้ว่าทรัมป์และสมาชิกครอบครัวมีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนตัว ซึ่งรวมถึงโครงการด้านดิจิทัลแอสเซ็ตอย่าง *เวิลด์ลิเบอร์ตี้ไฟแนนเชียล(World Liberty Financial)*
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ 73% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุชัดว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่ “ข้าราชการระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจคริปโต” ไม่ว่าจะในฐานะผู้ลงทุนหรือผู้ร่วมก่อตั้ง แม้แต่ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันเอง ยังมีถึง 59% ที่มองว่าการมีส่วนร่วมของนักการเมืองระดับสูงในธุรกิจคริปโตเป็นเรื่องรับได้ยาก แสดงให้เห็นถึงกระแสต่อต้านที่ข้ามเส้นแบ่งพรรคการเมือง
อย่างไรก็ดี รายละเอียดระดับลึกของการมีส่วนร่วมของครอบครัวทรัมป์ยังมีคนรับรู้ไม่มากนัก โดยมีเพียง 17% เท่านั้นที่รู้ว่าทรัมป์และบุตรชายของเขามีบทบาทช่วยปลุกปั้นการเปิดตัวแพลตฟอร์มเวิลด์ลิเบอร์ตี้ดังกล่าว
‘กฎหมายคริปโต’ ติดหล่มความเสี่ยงทางการเมือง
ในขณะนี้ สภาคองเกรสสหรัฐกำลังพิจารณา ‘ร่างกฎหมายว่าด้วยความชัดเจนของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล(Clarity Act)’ เพื่อวางกรอบกำกับดูแลคริปโตอย่างเป็นระบบ โดยร่างดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และอยู่ระหว่างรอการพิจารณาจากวุฒิสภา
ประเด็นร้อนอยู่ที่มาตราว่าด้วยการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ฝ่ายเดโมแครตผลักดันให้ใส่ข้อกำหนด “ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจคริปโต” เข้าไปในกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งถูกมองกันโดยทั่วไปว่าเป็นข้อเสนอที่เล็งเป้าไปยังทรัมป์โดยตรง เนื่องจากประธานาธิบดีและครอบครัวมีส่วนเชื่อมโยงกับโปรเจกต์ดิจิทัลแอสเซ็ตหลายรายการ
ทำเนียบขาวแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการออกกฎหมายที่ถูกมองว่าเจาะจง “บุคคลหรือครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง” มาตั้งแต่ต้น ส่งผลให้คำถามสำคัญในตอนนี้คือ เมื่อกฎหมายคริปโตถูกผลักดันจนถึงขั้นตอนสุดท้าย เนื้อหาจะจัดการกับปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนที่โยงกับประธานาธิบดีทรัมป์อย่างไร โดยไม่ถูกมองว่าเป็นการออกกฎหมายจงใจเล่นงานฝ่ายการเมืองหนึ่งฝ่ายใด ‘ความคิดเห็น’ มาตราเหล่านี้อาจกลายเป็นจุดชี้ชะตาเสถียรภาพของกรอบกำกับดูแลคริปโตในอนาคต
คริปโตยังไม่ใช่ ‘กระแสหลัก’ ตามที่ทรัมป์อ้าง
ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งขึ้นเวทีงานพบปะนักลงทุนของเหรียญมีมโทเคนส่วนตัว ‘ทรัมป์(TRUMP)’ โดยประกาศย้ำว่า “สหรัฐคือผู้นำโลกด้านคริปโต” และ “คริปโตได้กลายเป็นกระแสหลักแล้ว” พร้อมใช้โอกาสดังกล่าวตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำที่หนุนอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเต็มตัว
แต่ผลสำรวจครั้งนี้กลับไม่สอดคล้องกับคำกล่าวของเขา ส่วนใหญ่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังคง “ไม่เชื่อมั่น” หรือ “ยังไม่ตัดสินใจ” ต่อสินทรัพย์ดิจิทัล หลายคนมองคริปโตว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและเข้าใจยาก ขณะที่อัตราการใช้งานคริปโตในชีวิตประจำวัน ทั้งด้านการชำระเงิน การออม หรือการโอนเงินข้ามประเทศ ยังอยู่ในระดับจำกัดอย่างชัดเจน
ท้ายที่สุด แม้นโยบายที่เป็นมิตรต่อ ‘ตลาดคริปโต’ จะช่วยกระตุ้นความคึกคักในแวดวงการเงินดิจิทัลได้ระดับหนึ่ง แต่เมื่อถูกทับซ้อนด้วยข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน และคะแนนความเชื่อมั่นทางการเมืองที่ถดถอย บทบาทความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีทรัมป์ในฐานะ ‘ผู้นำคริปโต’ ก็ถูกดึงขึ้นสู่จุดทดสอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทิศทางกฎหมายฉบับ *Clarity Act* และกระแส ‘ความเชื่อมั่น’ ของสาธารณชนในช่วงต่อจากนี้ จึงอาจเป็นตัวแปรสำคัญต่ออนาคตนโยบายคริปโตของสหรัฐ และเสถียรภาพของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะยาว
ความคิดเห็น 0