สภาคองเกรสสหรัฐเดินหน้าอุดช่องว่างด้าน ‘ภาษีคริปโต’ อย่างจริงจัง หลังคณะกรรมาธิการด้านภาษีของสภาผู้แทนราษฎรเตรียมเปิดเผยร่างกฎหมาย 7 ฉบับในวันที่ 5 มิถุนายน 2026 ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญอย่างรางวัลจากการสเตกกิง รายได้จากการขุด การใช้สเตเบิลคอยน์ และกฎวอชเซลล์ ความเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ระบบ ‘ภาษีคริปโต’ ของสหรัฐเริ่มขยับจากการตีความโดยหน่วยงานรัฐ ไปสู่การกำหนดกติกาด้วยกฎหมายที่ชัดเจนมากขึ้น
เมื่อวันที่ 5 (เวลาท้องถิ่น) โดยอ้างอิงข้อมูลจาก เม็กซ์ซี เวนเจอร์ส และรายงานของ Bloomberg ระบุว่า เจสัน สมิธ(Jason Smith) ประธานคณะกรรมาธิการด้านภาษีของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เป็นผู้ผลักดันแพ็กเกจกฎหมายดังกล่าวด้วยตัวเอง สะท้อนว่าสหรัฐกำลังยกระดับประเด็น ‘ภาษีคริปโต’ ให้เป็นวาระเชิงนโยบายเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงการปล่อยให้กรมสรรพากรสหรัฐหรือคำวินิจฉัยศาลภาษีเข้ามากำหนดแนวปฏิบัติเป็นรายกรณีเหมือนที่ผ่านมา
หนึ่งในประเด็นที่ตลาดจับตาที่สุดคือการเก็บภาษีจากรางวัลสเตกกิงของเครือข่ายแบบพิสูจน์การถือครอง หรือ Proof-of-Stake เช่น อีเธอเรียม(ETH) ที่ผ่านมา ยังไม่มีข้อยุติชัดเจนว่ารางวัลดังกล่าวควรถูกนับเป็นรายได้ทันทีเมื่อได้รับ หรือควรถูกเก็บภาษีเมื่อมีการขายออกจริง หากเลือกแนวทางแรก ผู้ถือสินทรัพย์อาจต้องรับภาระภาษีทั้งที่ยังไม่ได้แปลงเหรียญเป็นเงินสด แต่หากเลือกแนวทางหลัง ก็จะเกิดผลคล้ายการเลื่อนภาระภาษีออกไป เม็กซ์ซี เวนเจอร์ส ระบุว่า ร่างกฎหมายรอบนี้เป็นความพยายามครั้งแรกในการจัดระเบียบประเด็นนี้ในระดับกฎหมายลายลักษณ์อักษร
อีกจุดสำคัญคือความเป็นไปได้ที่กฎ ‘วอชเซลล์’ จะถูกขยายมาใช้กับสินทรัพย์ดิจิทัล ปัจจุบัน กฎหมายภาษีสหรัฐใช้กฎดังกล่าวกับหุ้นและพันธบัตร เพื่อป้องกันนักลงทุนขายสินทรัพย์ขาดทุนแล้วซื้อกลับทันทีเพื่อใช้ลดหย่อนภาษี แต่สำหรับคริปโตยังไม่มีบทบัญญัติที่ชัดเจน ช่องว่างนี้ทำให้นักลงทุนบางส่วนใช้กลยุทธ์รับรู้ผลขาดทุนช่วงปลายปี แล้วกลับเข้าซื้อ บิตคอยน์(BTC) หรือ อีเธอเรียม(ETH) แทบจะทันที หากกฎหมายใหม่ผ่าน การลงทุนในคริปโตอาจต้องอยู่ภายใต้กรอบภาษีที่ใกล้เคียงกับสินทรัพย์การเงินแบบดั้งเดิมมากขึ้น
ด้านรายได้จากการขุด บิตคอยน์(BTC) ก็เป็นอีกหัวข้อที่มีผลต่อผู้ประกอบการโดยตรง ร่างกฎหมายอาจเข้ามากำหนดชัดเจนว่ารางวัลจากการขุดควรถูกประเมินมูลค่าที่จุดเวลาใด รวมถึงต้นทุนที่สามารถหักลดหย่อนได้ เช่น ค่าเสื่อมราคาของเครื่องขุด ค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการเหมืองขุดทั้งรายเล็กและรายใหญ่ต้องอาศัยการตีความเชิงบริหารเป็นหลัก ส่งผลให้การทำบัญชีและการยื่นภาษีเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมขุดในสหรัฐโดยตรง
ในส่วนของสเตเบิลคอยน์ ข้อเสนอเรื่องการยกเว้นภาษีสำหรับธุรกรรมขนาดเล็กถือว่าเป็นมาตรการที่ตลาดมองว่าเป็นมิตรต่อการใช้งานจริง ภายใต้ระบบปัจจุบัน แม้การใช้สเตเบิลคอยน์ซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันหรือแลกเปลี่ยนกับสินทรัพย์อื่น ก็อาจถูกตีความว่าเป็นเหตุให้เกิดภาระภาษีได้ ทำให้การใช้โทเคนที่ตรึงมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐยังมีต้นทุนด้านเอกสารและการรายงานค่อนข้างสูง หากข้อเสนอนี้ได้รับความเห็นชอบ การใช้สเตเบิลคอยน์ในฐานะเครื่องมือชำระเงินอาจขยายตัวได้เร็วขึ้น
"ความคิดเห็น" ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะสะท้อนว่านโยบายของสหรัฐอาจกำลังเปลี่ยนจากการมองสเตเบิลคอยน์เป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อการซื้อขาย ไปสู่การมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล หากเกิดขึ้นจริง ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดคริปโต แต่ยังลามไปถึงธุรกิจฟินเทคและระบบชำระเงินข้ามพรมแดนด้วย
ในเชิงการเมือง คณะกรรมาธิการด้านภาษีของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐกำลังหารือกับกระทรวงการคลัง และเตรียมรับฟังความเห็นจากตัวแทนอุตสาหกรรมรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีผ่านกระบวนการไต่สวน ขณะเดียวกัน รัฐสภาสหรัฐยังพิจารณากฎหมายอื่นควบคู่กัน เช่น CLARITY Act ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจกำกับดูแลและโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงร่างกฎหมาย Genius ที่เน้นการกำกับเงินสำรองของสเตเบิลคอยน์ เมื่อนำทั้งหมดมารวมกัน จะเห็นได้ว่าสหรัฐกำลังค่อย ๆ วางกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลแบบครบชุด ทั้งเรื่องตลาด โครงสร้างการกำกับ และ ‘ภาษีคริปโต’
สำหรับนักลงทุนสถาบัน ความชัดเจนด้านภาษีมีความสำคัญมากกว่าการลดภาระภาษีเพียงอย่างเดียว เพราะการตัดสินใจจัดสรรเงินทุนต้องอาศัยความสามารถในการประเมินต้นทุนการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ วางระบบบัญชี และออกแบบการควบคุมภายในอย่างแม่นยำ หากกติกาภาษียังคลุมเครือ ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบหลังการลงทุนอาจกลายเป็นอุปสรรคใหญ่กว่าความผันผวนของราคาเสียอีก ด้วยเหตุนี้ การมีกรอบ ‘ภาษีคริปโต’ ที่ชัดและอิงกฎหมาย จึงอาจช่วยลดกำแพงการเข้าสู่ตลาดของทุนสถาบันได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ดี เส้นทางของร่างกฎหมายยังอีกยาว เพราะต้องผ่านการพิจารณาในคณะกรรมาธิการ การไต่สวน การลงมติในสภา และการหาฉันทามติจากทั้งสองพรรค นอกจากนี้ รายละเอียดในถ้อยคำกฎหมายยังอาจถูกแก้ไขได้อีกมาก โดยเฉพาะนิยามของสินทรัพย์ที่เข้าข่ายและขอบเขตของ ‘ภาษีคริปโต’ ซึ่งเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของหลายภาคส่วน จึงมีโอกาสสูงที่เนื้อหาสุดท้ายจะส่งผลต่อทิศทางตลาดในวงกว้าง
แม้ยังไม่แน่ว่ากฎหมายทั้ง 7 ฉบับจะผ่านครบทั้งหมดหรือไม่ แต่การที่สหรัฐเริ่มขยับไปสู่การออกกฎหมายเฉพาะด้าน ‘ภาษีคริปโต’ อย่างเป็นระบบ ก็ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ได้มองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเพียงกระแสชั่วคราวอีกต่อไป ตรงกันข้าม มันกำลังถูกปฏิบัติในฐานะอุตสาหกรรมที่ต้องมีกรอบกติกาแน่นอน รองรับการเติบโตในระยะยาว
เม็กซ์ซี เวนเจอร์ส ประเมินว่า หากแพ็กเกจกฎหมายนี้ผ่าน สหรัฐจะสามารถลดสภาพ ‘ปะผุเป็นหย่อม ๆ’ ของแนวตีความภาษีในปัจจุบัน และเปลี่ยนไปสู่ระบบที่มีความสอดคล้องมากขึ้น ตลาดเองก็คาดหวังว่าความชัดเจนในเรื่องสเตกกิง การขุด สเตเบิลคอยน์ และการรับรู้ผลขาดทุน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุนในระยะยาว สุดท้ายแล้ว การทำให้ ‘ภาษีคริปโต’ ชัดเจน ไม่ได้เป็นแค่เรื่องภาษี แต่ยังเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐกำลังก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่มากแค่ไหน
ความคิดเห็น 0