Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

แบล็คร็อกเปิดตัว iShares Bitcoin Premium Income ETF ดันบิตคอยน์(BTC) ETF สู่ยุคสร้างรายได้รายเดือน

แบล็คร็อกเปิดเกมใหม่ในตลาดบิตคอยน์(BTC) ETF หลังนำกองทุน ‘iShares Bitcoin Premium Income ETF’ หรือ BITA เข้าจดทะเบียนในตลาดแนสแด็กเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2026 สะท้อนว่าตลาดคริปโต ETF ของสหรัฐกำลังก้าวจากยุคที่เน้นเพียงการติดตามราคาสินทรัพย์ ไปสู่ช่วงของ ‘การกระจายรูปแบบสินค้า’ มากขึ้น โดย เม็กซ์ซี เวนเจอร์ส รายงานว่านี่คือความพยายามของแบล็คร็อกในการผสานการถือครองบิตคอยน์(BTC) เข้ากับกลยุทธ์สร้างกระแสเงินสดจากออปชัน

เมื่อวันที่ 16 (เวลาท้องถิ่น) หลังคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ หรือ SEC อนุมัติขั้นสุดท้าย BITA ก็เริ่มซื้อขายทันที จุดเด่นของกองทุนนี้อยู่ที่กลยุทธ์ ‘covered call’ ซึ่งเป็นการถือสินทรัพย์อ้างอิงไว้ก่อน แล้วขายคอลออปชันที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์นั้นเพื่อรับค่าเบี้ยประกันหรือพรีเมียม กลยุทธ์ลักษณะนี้ถูกใช้มานานในตลาดการเงินแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอในภาวะที่ราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวทรงตัวหรือขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ความน่าสนใจคือครั้งนี้กลยุทธ์ดังกล่าวถูกนำมาใช้กับบิตคอยน์(BTC) ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง และโดยธรรมชาติแล้วก็มักทำให้พรีเมียมในตลาดออปชันอยู่ในระดับสูงกว่าสินทรัพย์อย่างหุ้นหรือพันธบัตร เม็กซ์ซี เวนเจอร์สชี้ว่า คุณสมบัตินี้เองเป็นฐานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการจ่ายผลตอบแทนรายเดือนของ BITA กล่าวอีกแบบคือ แบล็คร็อกกำลังเปลี่ยน ‘ความผันผวน’ ของบิตคอยน์(BTC) จากปัจจัยเสี่ยงให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้

ในเชิงโครงสร้าง BITA สามารถถือบิตคอยน์(BTC) โดยตรง หรือเข้าถือหน่วยของ ไอแชร์ส บิตคอยน์ ทรัสต์(IBIT) ซึ่งเป็นกองทุนสปอต ETF เดิมของแบล็คร็อก เพื่อสร้างการเปิดรับสินทรัพย์อ้างอิง จากนั้นกองทุนจะขายคอลออปชันในสัดส่วนราว 25% ถึง 35% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ IBIT ในแต่ละเดือน และนำรายรับจากพรีเมียมมาแจกจ่ายให้ผู้ลงทุนเป็นรายเดือน รายงานของเม็กซ์ซี เวนเจอร์สระบุว่า การจำกัดสัดส่วนการขายออปชันไว้ไม่เต็ม 100% คือหัวใจของการออกแบบ เพราะช่วยให้กองทุนยังคงเปิดรับโอกาสจากการปรับขึ้นของบิตคอยน์(BTC) ได้ในบางส่วน

จุดนี้ถือเป็นความแตกต่างสำคัญเมื่อเทียบกับกองทุนสปอตบิตคอยน์(BTC) ETF แบบดั้งเดิมอย่าง IBIT ของแบล็คร็อก หรือกองทุนคู่แข่งอย่าง FBTC ของฟิเดลิตี้ ซึ่งมีโครงสร้างแบบพาสซีฟและเน้นติดตามราคาบิตคอยน์(BTC) โดยตรง แทบไม่มีองค์ประกอบด้านกระแสเงินสดเพิ่มเติม แต่ BITA เลือกแลกบางส่วนของโอกาสกำไรจากการขึ้นแรงของราคา กับการสร้างรายได้ประจำผ่านค่าออปชัน สำหรับนักลงทุน นี่จึงเป็นอีกทางเลือกในการถือบิตคอยน์(BTC) พร้อมเพิ่มมิติของ ‘รายได้’ เข้าไปในพอร์ต

ภาพใหญ่ของตลาดก็ยิ่งน่าสนใจ เพราะการแข่งขันในคริปโต ETF ของสหรัฐไม่ได้หยุดอยู่แค่การออกกองทุนติดตามราคา เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน T. Rowe Price ได้นำกองทุน TKNZ ETF เข้าจดทะเบียนในตลาด NYSE Arca โดยกองทุนดังกล่าวใช้แนวทางบริหารเชิงรุกและเลือกลงทุนในคริปโต 15 สินทรัพย์ แตกต่างจาก BITA ที่เป็นโมเดล ‘สินทรัพย์เดี่ยวแบบสร้างรายได้’ โดยยึดบิตคอยน์(BTC) เป็นแกนหลักและเสริมด้วยตราสารอนุพันธ์ แม้ช่วงเวลาเปิดตัวจะห่างกันเพียง 2 วัน แต่แนวคิดการลงทุนและกลุ่มเป้าหมายต่างกันชัดเจน

สิ่งนี้สะท้อนว่าผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่เริ่มมองคริปโต ETF ไม่ใช่แค่ช่องทางนำสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าตลาดหลักทรัพย์อีกต่อไป แต่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับตอบโจทย์นักลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่นักลงทุนที่ต้องการเกาะทิศทางราคา ไปจนถึงผู้ที่ต้องการกระแสเงินสดหรือการบริหารความผันผวนในพอร์ต

ในมุมของตลาด การเข้าจดทะเบียนของ BITA ถูกมองว่าเป็นสัญญาณของ ‘ความเป็นผู้ใหญ่’ ในตลาดบิตคอยน์(BTC) ETF หากช่วงแรกของสปอต ETF คือการเปิดประตูให้เงินทุนสถาบันไหลเข้าสู่บิตคอยน์(BTC) ได้สะดวกขึ้น ระยะถัดมาคือการต่อยอดด้วยกลยุทธ์รายได้และโครงสร้างอนุพันธ์ ซึ่งเหมาะกับกลุ่มผู้ลงทุนอย่างกองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนจัดสรรสินทรัพย์ หรือบัญชีที่ปรึกษาสำหรับลูกค้าความมั่งคั่งสูง ที่มักให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดและการจัดการความเสี่ยงมากกว่าการเก็งกำไรจากราคาเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม BITA ไม่ได้เหมาะกับทุกสภาวะตลาด กองทุน covered call โดยธรรมชาติจะมีข้อจำกัดในช่วงตลาดขาขึ้นแรง เพราะผู้ลงทุนอาจพลาดผลตอบแทนส่วนเกินจากการพุ่งขึ้นของราคา โดยเฉพาะเมื่อสินทรัพย์อ้างอิงคือบิตคอยน์(BTC) ที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะสั้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสในลักษณะนี้จึงอาจสูงกว่าสินทรัพย์ทั่วไป แต่ในทางกลับกัน หากตลาดเคลื่อนไหวในกรอบหรือปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป รายได้จากพรีเมียมอาจช่วยพยุงผลตอบแทนรวมได้ดี

ความคิดเห็น BITA จึงไม่ใช่แค่กองทุนสำหรับ “เชื่อว่าบิตคอยน์(BTC) จะขึ้น” แต่เป็นกองทุนสำหรับผู้ที่ต้องการถือบิตคอยน์(BTC) ภายใต้กรอบการลงทุนแบบสมดุลมากขึ้น โดยยอมลด upside บางส่วนเพื่อแลกกับกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้มากกว่า

ถึงอย่างนั้น ความเคลื่อนไหวของแบล็คร็อกครั้งนี้ก็ยังมีนัยสำคัญต่อทิศทางอุตสาหกรรม เพราะหากสปอต ETF เป็นเครื่องมือขยาย ‘การเข้าถึง’ ของบิตคอยน์(BTC) กองทุนแบบ covered call อย่าง BITA ก็เป็นการขยาย ‘วิธีใช้งาน’ ของสินทรัพย์ดังกล่าว รายงานของเม็กซ์ซี เวนเจอร์สประเมินว่า หากผู้จัดการกองทุนรายใหญ่อื่นๆ เร่งพัฒนาโครงสร้างที่ใช้อนุพันธ์เข้ามาร่วมด้วย ตลาดบิตคอยน์(BTC) ETF ของสหรัฐอาจแยกย่อยอย่างรวดเร็วเป็นกองทุนติดตามราคา กองทุนสร้างรายได้ และกองทุนเชิงรุกมากขึ้น

ท้ายที่สุด การเปิดตัว BITA ของแบล็คร็อกอาจเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดในตอนนี้ว่า บิตคอยน์(BTC) ETF ไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียวอีกต่อไป และการแข่งขันรอบใหม่ของตลาดคริปโต ETF กำลังย้ายจากเรื่อง “ใครเข้าก่อน” ไปสู่คำถามว่า “ใครออกแบบสินค้าได้ตรงความต้องการนักลงทุนมากกว่า”

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1