การลงทุนในบิตคอยน์(BTC) แบบ ’ทยอยซื้อสะสม’ อาจให้ผลตอบแทนแย่กว่ายุทธศาสตร์ ’รับมือกับวัฏจักรราคา’ ตามการวิเคราะห์ฉบับใหม่ที่ชี้ว่า กลยุทธ์ที่ใช้ได้ดีในสินทรัพย์ดั้งเดิม อาจกลายเป็นตัวขยาย ’ความเสี่ยงขาดทุน’ เมื่อใช้กับ ‘บิตคอยน์’
มาร์คัส ทิลเลน นักวิเคราะห์จาก ‘10x รีเสิร์ช’ ระบุในรายงานล่าสุดว่า โครงสร้างการเคลื่อนไหวของราคาบิตคอยน์แตกต่างจากหุ้นและพันธบัตรอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา บิตคอยน์เดินเป็นวัฏจักรชัดเจนมาแล้ว 4 รอบ เชื่อมโยงกับวัฏจักร ‘ฮาล์ฟวิ่ง’ ที่ทำให้ฝั่ง ‘อุปทาน’ ลดลง ขณะที่ ‘อุปสงค์’ พุ่งขึ้นจนราคาทะยาน ก่อนจะตามมาด้วยการ ‘ย่อตัวรุนแรง’ จากเลเวอเรจเกินตัว โดยในอดีตเคยเกิดการร่วงลงเกิน 70% หลายครั้ง และเคยมี ‘ดรอดาวน์สูงสุด’ ลึกถึงราว -80%
‘การทยอยซื้อ’ ในบิตคอยน์ อาจเหลือแค่บทบาทด้านจิตวิทยา
ในตลาดการเงินดั้งเดิม การลงทุนแบบทยอยซื้อสะสมหรือ DCA มักถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยลดความผันผวน และลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะผิด แต่ทิลเลนชี้ว่า กลยุทธ์นี้มี ’ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง’ เมื่อใช้กับบิตคอยน์ เพราะเหมาะกับสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่องมากกว่าสินทรัพย์ที่มี ‘วัฏจักรขาลงรุนแรงและซ้ำซาก’
ตัวอย่างชัดเจนอยู่ในรอบปี 2021–2022 แม้ใครที่ทยอยซื้อบิตคอยน์อย่างสม่ำเสมอในช่วงนั้น ก็ยากจะหลบเลี่ยง ‘ขาดทุนบนหน้าจอ’ ในช่วงตลาดหมีได้ หากยังคง ‘ถือเต็มพอร์ต’ โดยไม่ลดการเปิดรับความเสี่ยงในช่วงราคาลง ย่อมแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะป้องกันมูลค่าพอร์ตไม่ให้หดตัวหนัก ความเห็นนี้นำไปสู่ข้อสรุปว่า สำหรับบิตคอยน์ การ DCA อาจให้ผลเป็นเพียง ‘ที่พึ่งทางใจ’ มากกว่าจะเป็นกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงเชิงระบบ
‘รู้จักวัฏจักร’ คือเส้นแบ่งผลตอบแทน
ทางเลือกที่ทิลเลนเสนอคือ ’กลยุทธ์ตามวัฏจักร (cycle-based strategy)’ โดยชี้ว่าตลาดบิตคอยน์แบ่งระหว่างขาขึ้นและขาลงเป็นช่วงๆ ที่ค่อนข้างชัดในกรอบราว 12–18 เดือน และสามารถ ‘ตรวจจับล่วงหน้า’ ได้จากข้อมูลออนเชนและพฤติกรรมของราคา
เขาใช้ชุดสัญญาณ 10 ตัว เช่น โมเมนตัม แนวโน้มราคา และดัชนีต้นทุนบนออนเชน เพื่อระบุว่า ‘ตลาดอยู่ในเฟสไหน’ ผลการวิเคราะห์พบว่า ในช่วงที่สัญญาณเชิงบวกเป็นฝ่ายนำ ’ผลตอบแทนเฉลี่ยรายเดือน’ ของบิตคอยน์สูงถึงประมาณ 25% ขณะที่ในช่วงสัญญาณลบเด่นชัด ‘ขนาดการขาดทุนเฉลี่ย’ จะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่องว่างผลตอบแทนระหว่างสองเฟสห่างกันมากกว่า 30 จุดเปอร์เซ็นต์
เมื่อนำไปทดสอบย้อนหลัง กลยุทธ์ที่ขยับสัดส่วนตามวัฏจักรให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าแบบถือยาวชัดเจน ’ชาร์ปเรโช’ ของกลยุทธ์ตามวัฏจักรอยู่ที่ราว 1.22 เทียบกับกลยุทธ์ถือยาว (buy & hold) ที่ประมาณ 0.82 ขณะที่ ’ดรอดาวน์สูงสุด’ ลดจากระดับราว -80% เหลือประมาณ -44% ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงด้านการควบคุมความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ
‘บิตคอยน์คือสินทรัพย์สำหรับปรับสัดส่วน’ ไม่ใช่ถือคงที่
รายงานนี้ไม่ได้ชี้ว่าควรตัดบิตคอยน์ออกจากพอร์ตการลงทุน แต่เสนอให้เปลี่ยน ‘วิธีเข้าถือ’ มากกว่า ทิลเลนมองว่าศักยภาพผลตอบแทนระยะยาวและประโยชน์ด้านกระจายความเสี่ยงของบิตคอยน์ยังคงอยู่ ทว่าบิตคอยน์ควรถูกมองเป็น ‘สินทรัพย์ที่ต้องปรับน้ำหนักอย่างยืดหยุ่น’ แทนการกำหนดสัดส่วนตายตัว
ตัวอย่างเช่น อาจกำหนดกรอบ ‘สัดส่วนถือครองสูงสุด’ ไว้ที่ 5% ของพอร์ต แต่ในทางปฏิบัติให้ขยับน้ำหนักจริงระหว่าง 0–100% ของกรอบนั้น ตามภาวะตลาดและสัญญาณเชิงระบบ กล่าวคือ ในช่วงสัญญาณบวก สัดส่วนอาจเข้าใกล้ 5% เต็มกรอบ ขณะที่ในช่วงสัญญาณลบ พอร์ตอาจลดลงจนแทบไม่เหลือบิตคอยน์เลย แนวคิดนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนการเดาอนาคตของตลาด แต่ยึดจาก ‘กติกาที่อ้างอิงข้อมูลจริง’ จึงมีโอกาสนำไปใช้ได้ในเชิงปฏิบัติ
‘อีเธอเรียม–AI–การจับมูลค่า’ มุมมองการลงทุนกำลังเปลี่ยน
เอริก โทมาเซฟสกี จากเบอร์เด แคปิตอล แมเนจเมนต์ ให้ความเห็นว่า การเติบโตของระบบนิเวศบล็อกเชนไม่ได้แปลว่ามูลค่าจะถูกสะท้อนกลับมายัง ‘โทเคนตัวหลัก’ เสมอไป เพราะมูลค่าอาจไหลไปสู่เลเยอร์แอปพลิเคชัน เลเยอร์สภาพคล่อง หรือผู้ออกสเตเบิลคอยน์แทน ’ความคิดเห็น’ นี้ชี้ว่าการวิเคราะห์คริปโตยุคใหม่ต้องมองหาว่า “มูลค่าถูกจับไว้ที่ส่วนไหนของสแตกเทคโนโลยี” ไม่ใช่มองแต่ราคาโทเคนเดียว
สำหรับอีเธอเรียม(ETH) เขาเน้นว่ามูลค่าที่แท้จริงอาจไม่ได้มาจาก ’การใช้งาน’ เพียงอย่างเดียว แต่อาจอยู่ที่บทบาทของ ‘การถือครองและความน่าเชื่อถือ’ หากสถาบันและระบบ AI ใช้อีเธอเรียมเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันในระบบการเงินบนเชน จนโครงสร้างนี้ฝังตัวแน่นพอ อีเธอเรียมอาจถูก ’รีไพรซ์’ ให้กลายเป็น ‘สินทรัพย์สำรองดิจิทัล’ ได้
นอกจากนี้ การผสานกันระหว่าง AI และบล็อกเชนยังถูกยกขึ้นมาว่าเป็น ’คลื่นโอกาสใหม่’ เมื่อ AI สามารถตัดสินใจทางเศรษฐกิจได้เอง ผนวกกับโครงสร้างการชำระเงินบนบล็อกเชนที่ตรวจสอบได้และไร้ตัวกลาง อาจทำให้เกิดยุคของ ‘เงินทุนแบบโปรแกรมได้ (programmable capital)’ ที่ต่างไปจากโครงสร้างการเงินดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง
ท้ายที่สุด หัวใจของข้อสรุปในรายงานครั้งนี้จึงชัดเจน ‘บิตคอยน์’ ไม่ใช่สินทรัพย์ที่แค่ซื้อแล้วถือทิ้งยาว แต่เป็นสินทรัพย์ที่ผู้ลงทุนจำเป็นต้อง ’เข้าใจและรับมือกับวัฏจักร’ ของมัน ยุคที่ ’กลยุทธ์ที่สอดคล้องกับโครงสร้างตลาด’ เป็นตัวกำหนดผลตอบแทนต่อความเสี่ยง กำลังเปิดฉากอย่างเต็มตัวในโลกคริปโตแล้ว
ความคิดเห็น 0