ดินเนอร์ส่วนตัว ‘Founders Table’ ที่จัดขึ้นในนิวยอร์กกำลังถูกจับตามองในฐานะแพลตฟอร์มเน็ตเวิร์กกิงรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมโยงระหว่าง ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ กับ ‘เงินทุนสถาบัน’ จุดเด่นคือการเน้นการสนทนาแบบปิด ไม่ใช่งานคอนเฟอเรนซ์ใหญ่ทั่วไป ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเป็นเวทีที่ช่วยเร่ง ‘ความร่วมมือในตลาด’ ให้ลึกและจริงจังมากขึ้น
เมื่อวันที่ 9 (เวลาท้องถิ่น) ในนครนิวยอร์ก มีการจัดงานดินเนอร์วีไอพีแบบเชิญเท่านั้น ภายใต้ชื่อ ‘Founders Table’ โดยความร่วมมือของสตราทอสเฟียร์(Stratosphere), พุดจิ เพนกวินส์(Pudgy Penguins)(PENGU) และสตรีมเอ็กซ์(Streamex) งานนี้ถูกวางให้จัดขึ้นควบคู่กับอีเธอเรียมคอนเฟอเรนซ์ ETHConf 2026 และงาน NYC Tech Week เพื่อดึงบุคคลสำคัญจากทั้งโลกคริปโตและเทคโนโลยีมารวมตัวในช่วงเวลาเดียวกัน
ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยสถาบันการเงินดั้งเดิมและบริษัทด้านสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวนมาก เช่น ซิตี(Citi), บิตโก(BitGo), บริษัทย่อยในสหรัฐของมิเรย์แอสเซท증권, เอ็กซ์พีเรียน(Experian), ไพธ์ เน็ตเวิร์ก(Pyth Network), เดลไฟ ดิจิทัล(Delphi Digital) รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีและการลงทุนอื่นๆ ที่มีบทบาทในตลาดโลก จุดร่วมของแขกเหล่านี้คือเป็น ‘ผู้เล่นระดับตัดสินใจได้จริง’ ตั้งแต่ผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัป ผู้บริหารระดับซี(C-level) ไปจนถึงนักลงทุนสถาบันรายใหญ่
‘ความคิดเห็น’ โครงสร้างการเชิญเฉพาะผู้มีอำนาจตัดสินใจ ทำให้การพูดคุยในงานไม่ใช่แค่แลกนามบัตร แต่สามารถคุยกันถึงระดับโครงสร้างดีลหรือโมเดลธุรกิจใหม่ได้ทันที
Founders Table ถูกออกแบบให้เป็น ‘งานไม่มีเวที’ อย่างชัดเจน ไม่มีเซสชันบรรยาย ไม่มีการเปิดเผยหัวข้ออย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยการสนทนาตัวต่อตัวหรือกลุ่มเล็กๆ ระหว่างผู้เข้าร่วมที่ถูกคัดเลือกมาแล้ว แนวทางนี้ตั้งใจตอบโจทย์ปัญหาของงานคอนเฟอเรนซ์ทั่วไป ที่มักเต็มไปด้วยพรีเซนเทชันและการโปรโมต แต่ขาด ‘พื้นที่พูดคุยเชิงลึก’ ที่เป็นส่วนตัวและปลอดแรงกดดันจากสื่อ
ในงานนี้ สตราทอสเฟียร์รับบทเป็นตัวกลางเชื่อม ‘เครือข่ายผู้ประกอบการและนักลงทุน’ เข้าหากันอย่างเป็นระบบ ขณะที่พุดจิ เพนกวินส์(PENGU) เติม ‘พลังแบรนด์จากคอมมูนิตี้’ เข้ามาสร้างสีสันและดึงดูดผู้เล่นในโลกคริปโตที่ขับเคลื่อนด้วยแฟนคลับและ NFT ส่วนสตรีมเอ็กซ์เป็นฝ่ายผลักดันการสนทนาในหัวข้อ ‘การโทเคนไนซ์สินทรัพย์จริง (RWA)’ โดยเฉพาะ ‘ทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์’ ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตลาดขยายตัวสำคัญของสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะต่อไป
‘ความคิดเห็น’ โครงสร้างแบบไร้เวทีช่วยให้แต่ละโปรเจกต์ไม่ต้อง “ขายของบนสเตจ” แต่สามารถเจาะลึกเรื่องแผนการร่วมมือ การลงทุน หรือการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานกันแบบตรงจุดมากกว่า
ฮาซาน ชาอิกห์(Hassan Shaikh) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสตราทอสเฟียร์กล่าวในงานว่า เขามอง ‘โทเคนไนซ์สินค้าโภคภัณฑ์’ เป็น ‘ขั้นถัดไปของการเติบโตในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล’ และมีมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมในระยะกลางถึงยาว เขาเน้นว่าพื้นที่อย่าง Founders Table เปิดโอกาสให้ ‘กองทุน สถาบันการเงิน และผู้ก่อตั้ง’ มานั่งอยู่ในห้องเดียวกัน แล้วคุยกันตรงๆ ว่าตลาดกำลังจะเดินไปทางไหน และจะร่วมมือกันอย่างไร
ทิศทางของตลาดในช่วงหลังเริ่มชัดเจนว่า ‘บิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) ไม่ใช่ทุกอย่างอีกต่อไป’ เงินทุนสถาบันจำนวนมากกำลังมองหา ‘สินทรัพย์ที่มีแหล่งรายได้หรือฐานมูลค่าจากโลกจริง’ ทำให้ ‘การโทเคนไนซ์สินทรัพย์จริง (Real World Assets: RWA)’ เช่น พันธบัตร ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าโภคภัณฑ์ ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มนี้ถูกมองว่ากำลังเปิด ‘ช่องทางใหม่’ สำหรับสถาบันที่ต้องการเข้าตลาดคริปโต แต่ยังต้องการสินทรัพย์ที่อิงกับโครงสร้างเศรษฐกิจจริง
ในมุมยุทธศาสตร์ สตราทอสเฟียร์กำลังวางตัวเองเป็น ‘พาร์ตเนอร์ระบบนิเวศ’ ที่เชื่อมธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี และการเงินเข้าด้วยกัน การจัด Founders Table รอบล่าสุดในนิวยอร์ก ถูกมองว่าเป็นอีกก้าวในการยึดตำแหน่งดังกล่าวให้แน่นขึ้น ไม่ใช่แค่ในสายคริปโต แต่ครอบคลุมไปถึงโลกฟินเทคและการเงินดั้งเดิม
ซีรีส์ดินเนอร์ Founders Table นี้ไม่ได้จัดครั้งแรก แต่ถูกต่อยอดมาจากอีเวนต์รอบก่อนๆ ที่ผูกกับงานใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Digital Asset Summit และ Consensus โดยแต่ละครั้งจะพุ่งเป้าไปที่การสร้าง ‘ช่องทางเชื่อมต่อแบบปิด’ ควบคู่ไปกับงานคอนเฟอเรนซ์หลัก ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้เล่นสำคัญสามารถนัดเจรจาแบบไม่ต้องผ่านเวทีสาธารณะ
สตราทอสเฟียร์มีแผนจะขยายดินเนอร์ซีรีส์นี้ต่อไป ควบคู่กับคอนเฟอเรนซ์ระดับโลกอื่นๆ โดยยังคงรักษาคอนเซ็ปต์ ‘เครือข่ายแบบส่วนตัว’ ที่จำกัดเฉพาะผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรม
ในมุมมองของคนในวงการ รูปแบบเน็ตเวิร์กกิงแบบปิดเช่นนี้กำลังกลายเป็น ‘จุดเชื่อมต่อเชิงปฏิบัติการ’ มากกว่าจะเป็นแค่งานสังคม เพราะสามารถต่อยอดไปเป็นความร่วมมือจริง ดีลการลงทุน หรือการสร้างผลิตภัณฑ์ร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเทียบกับงานคอนเฟอเรนซ์สเกลใหญ่ที่มักเต็มไปด้วยการพูดบนเวทีและการประชาสัมพันธ์ มากกว่าการจับมือทำโปรเจกต์จริงในภายหลัง
ความคิดเห็น 0