แพลตฟอร์มอนุพันธ์คริปโต ‘บิตเม็กซ์(BitMEX)’ กำลังเผชิญคดีความครั้งใหญ่ หลังถูกกล่าวหาว่าออกแบบระบบ ‘บังคับชำระบัญชี’ เพื่อดึงเอาหลักประกัน ‘บิตคอยน์(BTC)’ ของลูกค้าเข้ากองทุนประกันของตนเองอย่างเป็นระบบ คดีนี้ถูกยื่นฟ้องในวันเดียวกับที่มีประกาศปิดแพลตฟอร์ม ยิ่งตอกย้ำคำถามต่อประวัติการดำเนินงานตลอด 11 ปีของบิตเม็กซ์
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ‘โคอินเทเลกราฟ(Cointelegraph)’ รายงานว่า บริษัท บีเคเอ็กซ์ เซอร์วิส(BKX Services Inc.) และนักลงทุน เดวิด แนมดาร์(David Namdar) ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงสหรัฐ เขตใต้รัฐนิวยอร์ก โดยอ้างว่าถูกบังคับชำระบัญชีบนบิตเม็กซ์รวมทั้งสิ้น 622.66 BTC โดยแบ่งเป็น บีเคเอ็กซ์ขาดทุนอย่างน้อย 305.81 BTC ขณะที่แนมดาร์สูญเสียมากกว่า 316.85 BTC จากการซื้อขายอนุพันธ์บนแพลตฟอร์ม
ฝ่ายโจทก์ระบุว่า บิตเม็กซ์อนุญาตให้ใช้เลเวอเรจสูงสุดถึง 100 เท่า แต่กลับดำเนินการ ‘บังคับชำระบัญชีอัตโนมัติ’ ก่อนที่ส่วนขาดทุนจะถึงระดับวิกฤต ทำให้มูลค่าหลักประกันที่เหลืออยู่ของลูกค้าถูกโอนเข้า ‘กองทุนประกัน’ ของแพลตฟอร์มอย่างเป็นระบบ พวกเขายังอ้างว่า *เดสก์เทรดภายใน* ของบิตเม็กซ์สามารถเข้าถึงข้อมูลออเดอร์ที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ และแม้ในช่วงที่เซิร์ฟเวอร์ “ล่ม” จนผู้ใช้ทั่วไปเข้าใช้งานไม่ได้ เดสก์ภายในยังคงทำการซื้อขายต่อได้ตามปกติ
ฝั่งบิตเม็กซ์ตอบโต้ข้อกล่าวหาทันที ตัวแทนของบิตเม็กซ์ให้สัมภาษณ์กับโคอินเทเลกราฟว่า ข้อกล่าวหาทำนองนี้เคยถูกยกขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต แต่บริษัท “สามารถปกป้องตัวเองได้ทุกครั้ง” พร้อมย้ำว่าคดีปัจจุบันเป็นเพียง “การฟ้องร้องแบบฉวยโอกาสที่ไร้หลักฐานรองรับ” และยืนยันว่าจะ “ต่อสู้คดีอย่างแข็งกร้าว”
‘ความคิดเห็น’ นักลงทุนเก่าของบิตเม็กซ์หลายรายมองว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่โครงสร้างกองทุนประกัน และกติกาการบังคับชำระบัญชีของสัญญาอนุพันธ์ BTC ที่เปิดโอกาสให้เกิด *ความขัดแย้งทางผลประโยชน์* ระหว่างแพลตฟอร์มกับลูกค้า โดยเฉพาะเมื่อมีเลเวอเรจสูงถึง 100 เท่า ซึ่งทำให้ช่องว่างของราคาเล็กน้อยสามารถกวาดล้างสถานะจำนวนมากได้ในคราวเดียว
คดีล่าสุดยังไปสะกิดรอยแผลเก่าในปี 2020 ที่บิตเม็กซ์เคยถูกฟ้องแบบกลุ่มในประเด็นพฤติกรรมการซื้อขายที่ใกล้เคียงกัน แม้คดีนั้นจะถูกโจทก์ถอนฟ้องไปเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2025 แต่ครั้งนี้โจทก์ชุดใหม่ยังคงใช้กรอบเวลาเดียวกันในการยื่นคำร้อง โดยเรียกร้องค่าเสียหายและค่าเสียหายเชิงลงโทษสำหรับลูกค้าชาวสหรัฐทุกคนที่เทรดสัญญา BTC สว็อปบนบิตเม็กซ์ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2018 เป็นต้นมา
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนเมื่อบิตเม็กซ์ประกาศเมื่อวันที่ 23 กันยายนว่าจะปิดให้บริการ หลังผู้ให้บริการอย่าง เอชดีอาร์ โกลบอล เทรดิง(HDR Global Trading) สรุปผลการทบทวนเชิงกลยุทธ์และตัดสินใจปิดแพลตฟอร์มไปในที่สุด ปัจจุบันการเปิดสถานะใหม่และการทำมาร์จินเทรดถูกจำกัดอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันโทเคน ‘BMEX’ ของแพลตฟอร์มก็ร่วงลงราว 90% ทันทีหลังประกาศปิดตัว
ตลาดกำลังจับตาว่า การฟ้องร้องครั้งนี้จะเป็นเพียงการ “ขุดคดีเก่า” ก่อนปิดแพลตฟอร์ม หรือกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ซ้ำเติม ‘ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง’ ของบิตเม็กซ์ในช่วงโค้งสุดท้ายของการดำเนินงาน เพราะหากคดียืดเยื้อ ข้อกล่าวหาเรื่องกลไกบังคับชำระบัญชีและการใช้ข้อมูลภายใน ย่อมกระทบวงกว้างไปถึงโครงสร้างการควบคุมความเสี่ยงของตลาดอนุพันธ์คริปโตโดยรวม
ท้ายที่สุด ความขัดแย้งระหว่างบิตเม็กซ์กับลูกค้ารายใหญ่รอบนี้ อาจไม่เพียงกำหนดชะตาของแพลตฟอร์มที่กำลังจะปิดตัว แต่ยังอาจกลายเป็น ‘กรณีศึกษา’ สำคัญต่ออนาคตของสัญญาอนุพันธ์ ‘บิตคอยน์(BTC)’ และมาตรฐานด้านการกำกับดูแลในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกอีกด้วย
ความคิดเห็น 0