เอ็นซี(NC) รายงานกำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ 173,900 ล้านวอน เพิ่มขึ้น 1,053% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยความสำเร็จของเกม 'ลินิเอจ คลาสสิก' (Lineage Classic) และการรวมงบการเงินของ 'จัสต์เพลย์' (JustPlay) แพลตฟอร์มเกมมือถือแนวแคชชวลจากเยอรมนี เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันผลประกอบการให้ฟื้นตัว
เอ็นซีเปิดเผยเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมว่า รายได้รวมไตรมาส 2 ตามงบการเงินรวมอยู่ที่ 770,500 ล้านวอน เพิ่มขึ้น 101.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 131,200 ล้านวอน พลิกจากขาดทุนเป็นกำไร ส่วนกำไรจากการดำเนินงานสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 131,500 ล้านวอน ถึง 32.2%
รายได้จากเกมพีซีอยู่ที่ 343,800 ล้านวอน ทำสถิติสูงสุดรายไตรมาสอีกครั้ง โดย 'ลินิเอจ คลาสสิก' สร้างรายได้ 185,500 ล้านวอนเฉพาะไตรมาส 2 และเมื่อนับรวมตั้งแต่เปิดตัวจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน หรือครบ 140 วัน มีรายได้สะสมอยู่ที่ 269,100 ล้านวอน
รายได้จากเกมมือถืออยู่ที่ 185,300 ล้านวอน โดยรายได้จาก 'ลินิเอจเอ็ม' (Lineage M) เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อนหน้า
รายได้จากเกมมือถือแนวแคชชวลอยู่ที่ 169,700 ล้านวอน คิดเป็น 22% ของรายได้รวม หลังผลประกอบการของจัสต์เพลย์ถูกนำมารวมในงบการเงินรวมตั้งแต่ไตรมาสนี้เป็นต้นไป ทำให้โครงสร้างรายได้ของบริษัทที่เคยพึ่งพาเกมแนวสวมบทบาทออนไลน์หลายผู้เล่น (MMORPG) เป็นหลัก ขยายกว้างขึ้น
การรวมงบการเงินคือวิธีการทางบัญชีที่นำรายได้และค่าใช้จ่ายของบริษัทลูกที่มีอำนาจควบคุมมารวมไว้ในงบการเงินของบริษัทแม่ การรวมจัสต์เพลย์เข้ามาช่วยให้รายได้รวมของเอ็นซีขยายตัว แต่ในขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องก็ถูกบันทึกรวมไว้ในผลประกอบการรวมด้วยเช่นกัน
เอ็นซีลงทุนราว 202 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 286,300 ล้านวอน) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อเข้าถือหุ้น 70% ในจัสต์เพลย์ โดยบริษัทระบุในขณะนั้นว่ามีแผนจะดำเนินการเข้าซื้อกิจการให้แล้วเสร็จภายในปลายเดือนเมษายน
สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเกินครึ่งหนึ่งของรายได้รวม โดยแบ่งเป็นเกาหลี 48% เอเชีย 25% และอเมริกาเหนือ-ยุโรปและภูมิภาคอื่น 27% รวมแล้วรายได้จากต่างประเทศคิดเป็น 52% ของรายได้รวมทั้งหมด
สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 10 จุดเปอร์เซ็นต์ จาก 42% ในไตรมาส 1 ซึ่งสะท้อนผลของการรวมจัสต์เพลย์เข้ามาในงบการเงิน และการขยายธุรกิจในต่างประเทศ
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในงานแถลงกลยุทธ์การบริหาร เอ็นซีระบุแกนการเติบโตหลัก 3 ด้าน ได้แก่ △การยกระดับทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เดิม △การสร้างไอพีใหม่ และ △ธุรกิจเกมมือถือแนวแคชชวล โดยไตรมาส 1 รายได้จากเกมมือถือแนวแคชชวลอยู่ที่ 35,500 ล้านวอน และสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศในขณะนั้นอยู่ที่ 42%
ปาร์ค บย็องมู (Park Byungmoo) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของเอ็นซี กล่าวในการแถลงผลประกอบการว่า "ตั้งแต่ 'เอออน2' (Aion2) เวอร์ชันทั่วโลกที่จะเปิดตัวเดือนกันยายนนี้ ไปจนถึง 'ฮอไรซัน สตีล ฟรอนเทียร์ส' (Horizon Steel Frontiers) และ 'ซินเดอร์ซิตี' (Cinder City) ที่จะเปิดตัวปีหน้า รวมถึง 'กิลด์วอร์ส3' (Guild Wars 3) ที่จะเปิดขายล่วงหน้าแบบเข้าถึงก่อนใคร (Early Access) เราจะมีเกมใหม่ราว 10 เกมทยอยเปิดตัวตั้งแต่ครึ่งปีหลังนี้ไปจนถึงปีหน้า" คำกล่าวนี้สะท้อนแผนของเอ็นซีที่จะเร่งขยายไลน์อัพเกมใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังและปีถัดไป โดยเกมใหม่ทั้งหมดจะยึดแนวทางเปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกเป็นหลัก
'กิลด์วอร์ส3' เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และมีกำหนดทดสอบเบต้าในฤดูใบไม้ร่วงปี 2027 ส่วน 'เอออน2' เวอร์ชันมือถือสำหรับตลาดจีน อยู่ระหว่างการเจรจากับ Sungchui Games
เอ็นซีมีกำหนดนำเสนอ 'เอออน2' 'ซินเดอร์ซิตี' และ 'โปรเจกต์บอนไฟร์' (Project Bonfire) ในงาน 'เกมส์คอม 2026' (Gamescom 2026) ที่จะเปิดฉากในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ ที่เมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนี โดย 'เอออน2' เวอร์ชันทั่วโลกมีกำหนดเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้เช่นกัน
ความคิดเห็น 0