เมื่อวันที่ 11 บิตคอยน์(BTC) ร่วงหลุดระดับ 64,000 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาทองคำในเดือนนี้ปรับตัวขึ้นกว่า 8% ทิศทางราคาที่สวนทางกันทำให้เกิดข้อถกเถียงอีกครั้งว่าบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่าแบบเดียวกับทองคำจริงหรือไม่
พีเตอร์ ชิฟฟ์ (Peter Schiff) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของยูโรแปซิฟิก แอสเซท แมเนจเมนท์ (Euro Pacific Asset Management) นิยามบิตคอยน์ว่าเป็น ‘แอนตี้-โกลด์’ (anti-gold) หรือสินทรัพย์ตรงข้ามทองคำ เขากล่าวว่า “บิตคอยน์กลายเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์อื่นอย่างที่พวกคุณต้องการมาตลอด แต่เป็นในทางที่ว่าแม้สินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ปลอดภัยจะปรับตัวขึ้นพร้อมกัน บิตคอยน์กลับร่วงลง” คำกล่าวนี้สะท้อนการวิจารณ์ทิศทางราคาล่าสุดของบิตคอยน์ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวสอดคล้องทั้งกับทองคำและสินทรัพย์กลุ่มอื่น
Bitcoin.com News รายงานเมื่อวันที่ 10 ว่า ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 4,378 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่บิตคอยน์ซื้อขายต่ำกว่า 64,000 ดอลลาร์ ชิฟฟ์มองว่าในช่วงที่ความกังวลเรื่องสงครามและเงินเฟ้อผลักดันราคาทองคำและเงินให้สูงขึ้น บิตคอยน์กลับไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
ชิฟฟ์ยังยกตัวอย่างว่าปีนี้ทองคำ เงิน ดัชนีแนสแด็ก (Nasdaq) และดัชนีรัสเซล 2000 (Russell 2000) ต่างปรับตัวขึ้น ขณะที่บิตคอยน์ปรับตัวลง เป็นข้อโต้แย้งว่าบิตคอยน์ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นทั้งสินทรัพย์รับมือวิกฤตและสินทรัพย์เสี่ยงที่ไปกับตลาดขาขึ้น
MarketWatch รายงานว่า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำรุ่นใกล้ที่สุดปรับตัวขึ้นแตะ 4,448.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อวันที่ 11 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน โดยอัตราการปรับขึ้นในเดือนนี้อยู่ที่มากกว่า 8%
ปัจจัยหนุนราคาทองคำ ได้แก่ ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ข้อถกเถียงเรื่องความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผสมกับความกังวลด้านราคาสินค้าทำให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิมกลับมาคึกคักอีกครั้ง
ในทางกลับกัน บิตคอยน์ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 63,933 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 11 Barron's รายงานว่า ความหวังเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งเริ่มอ่อนแรงลง ประกอบกับการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยังคงชะงักงัน ส่งผลให้ความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดลดลง
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นก็เป็นอีกแรงกดดันต่อบิตคอยน์ การที่ราคาพลังงานสูงขึ้นทำให้ตลาดระมัดระวังมากขึ้นก่อนการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐ นักลงทุนจึงลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง
แนวคิด ‘ทองคำดิจิทัล’ เป็นการเปรียบเทียบที่ตลาดใช้อธิบายว่าบิตคอยน์มีปริมาณจำกัดคล้ายทองคำ จึงสามารถเก็บรักษามูลค่าการซื้อได้ในระยะยาว แต่ยังมีความเห็นแตกต่างกันว่าแนวคิดนี้หมายความว่าบิตคอยน์ต้องเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับทองคำในทุกช่วงวิกฤต หรือเพียงแค่รักษาความขาดแคลนในระยะยาวก็เพียงพอแล้ว
คำว่า ‘แอนตี้-โกลด์’ ที่ชิฟฟ์ใช้เป็นถ้อยคำวิจารณ์ที่เน้นทิศทางราคาช่วงสั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ทั้งสองอาจเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาที่สังเกตและสภาวะตลาด การใช้ความเคลื่อนไหวในช่วงสั้นเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปบทบาทในระยะยาวของบิตคอยน์
คำวิจารณ์ครั้งนี้ไม่ใช่มุมมองใหม่ แต่เป็นการต่อยอดจากท่าทีวิจารณ์บิตคอยน์ของชิฟฟ์ที่มีมาตั้งแต่ต้นปี โดยเขามองว่าบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์เสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัยมาโดยตลอด ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานมุมมองขาลงของชิฟฟ์ที่อ้างอิงผลตอบแทนบิตคอยน์ของสแตรทิจี (Strategy) ที่แย่ลงไว้เช่นกัน
ชิฟฟ์ยังย้ำข้อเสนอเดิมว่า การนำทองคำมาแปลงเป็นโทเคนเพื่อซื้อขายบนบล็อกเชนมีความเหมาะสมในทางปฏิบัติมากกว่าบิตคอยน์ เพราะเป็นการผสานมูลค่าการเก็บรักษาแบบดั้งเดิมของทองคำเข้ากับความสะดวกในการโอนของสินทรัพย์ดิจิทัล
ในอีกด้านหนึ่ง มีมุมมองว่าการอ่อนตัวของบิตคอยน์ในช่วงนี้ไม่ได้ทำลายตรรกะการเป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่าระยะยาวของบิตคอยน์ The Block รายงานว่า เบิร์นสไตน์ (Bernstein) ประเมินว่าแม้กองทุน ETF บิตคอยน์จะมีเงินไหลออกราว 2.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 และตลาดชะลอตัวลง แต่ตรรกะการเป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่าระยะยาวยังคงยืนอยู่ได้
มุมมองนี้แยกความสามารถในการพยุงราคาระยะสั้นออกจากคุณค่าความขาดแคลนในระยะยาว แม้ทองคำและบิตคอยน์จะตอบสนองต่อปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคเดียวกันในทิศทางที่ต่างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าบทบาทการเป็นสินทรัพย์ถือครองระยะยาวจะหายไป
ข้อถกเถียงครั้งนี้จึงอยู่ที่ว่าควรมองบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ต้องเคลื่อนไหวสอดคล้องกับทองคำในทุกวิกฤต หรือเป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่าอีกประเภทหนึ่งที่รักษาข้อจำกัดด้านปริมาณในระยะยาว ในตลาดวันที่ 11 ทองคำขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน ขณะที่บิตคอยน์ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 64,000 ดอลลาร์ สะท้อนทิศทางราคาระยะสั้นที่สวนทางกันอย่างชัดเจนของสินทรัพย์ทั้งสองประเภท
ความคิดเห็น 0