หุ้นกลุ่มโดรนของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด หลังสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าโดรนและชิ้นส่วนสำคัญสูงสุดถึง 100% มาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน แต่สำหรับสินค้าจากเกาหลีใต้ยังต้องรอการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและสัดส่วนชิ้นส่วนหลักอีกครั้ง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์(Donald Trump) ลงนามในประกาศ 'ปรับปรุงการนำเข้าระบบอากาศยานไร้คนขับและชิ้นส่วนเข้าสู่สหรัฐฯ' เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ทำเนียบขาวระบุว่าอ้างอิงผลการสอบสวนตามมาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้า ซึ่งชี้ว่าการนำเข้าระบบอากาศยานไร้คนขับ(UAS) และชิ้นส่วนอาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติสหรัฐฯ
อัตราภาษีแบ่งตามประเภทสินค้าและแหล่งกำเนิด โดย UAS ที่มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุดเกิน 25 กิโลกรัม, UAS ที่ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับความร้อน, สถานีเชื่อมต่อ UAS และชิ้นส่วนหลักบางรายการ จะถูกเก็บภาษีตามมูลค่า 100%
ส่วน UAS ที่มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุดไม่เกิน 25 กิโลกรัม จะถูกเก็บภาษี 25% เช่นเดียวกับชิ้นส่วน UAS บางรายการ โดยภาษีในส่วนชิ้นส่วนนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ 180 วันหลังวันลงนามในประกาศ
Barron's รายงานว่าหุ้น Unusual Machines(UMAC) พุ่งขึ้น 14% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด ขณะที่ AeroVironment(AVAV) ขึ้น 3.4% Ondas(ONDS) ขึ้น 3.9% Kratos(KTOS) ขึ้น 4% และ Red Cat(RCAT) ขึ้น 7.5%
ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงปฏิกิริยาของตลาดช่วงก่อนเปิดทำการทันทีหลังประกาศมาตรการภาษี ไม่ได้สะท้อนทิศทางราคาหุ้นในอนาคตหรือคำแนะนำการลงทุนแต่อย่างใด
Unusual Machines เป็นบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ที่ผลิตชิ้นส่วนโดรน โดยบริษัทระบุในแบบรายงาน 10-K ปี 2026 ว่ามาตรการภาษีทำให้ต้นทุนการซื้อสินค้าคงคลังและราคาขายปรับตัวสูงขึ้น
ในเอกสารฉบับเดียวกัน บริษัทระบุว่าความต้องการจัดหาชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงนโยบาย แต่ผลกระทบที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและการบังคับใช้นโยบายด้วย
คำว่า UAS ไม่ได้หมายถึงตัวโดรนเพียงอย่างเดียว แต่มักถูกใช้ในเชิงกำกับดูแลที่ครอบคลุมทั้งตัวอากาศยาน อุปกรณ์ปฏิบัติการ รวมถึงชิ้นส่วนและระบบบางส่วนด้วย
มาตรการครั้งนี้ไม่ได้ตรวจสอบเฉพาะสินค้าสำเร็จรูปจากจีนเท่านั้น แต่ยังพิจารณาแหล่งกำเนิดของชิ้นส่วนหลักและเทคโนโลยีด้วย ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำหรับห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐฯ ที่มีความสามารถด้านราคา แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเพิ่มภาระต้นทุนให้กับบริษัทที่พึ่งพาชิ้นส่วนนำเข้า
ประเด็นสำคัญสำหรับผู้อ่านในเอเชียคือเงื่อนไขเพดานภาษี โดยประกาศระบุว่าสินค้าจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป(EU) อาจได้รับเพดานภาษีไม่เกิน 15%
ขณะที่สินค้าจากสหราชอาณาจักรมีเพดานอยู่ที่ 10% อย่างไรก็ตาม ผู้นำเข้าต้องรับรองว่าชิ้นส่วนหลักและเทคโนโลยีมาจากสหรัฐฯ หรือประเทศคู่ค้าตามข้อตกลงดังกล่าว การได้รับเพดานภาษีจึงไม่ใช่สิทธิประโยชน์ที่ให้โดยอัตโนมัติ
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่าผลิตภัณฑ์โดรนจากเกาหลีใต้ต้องพิสูจน์แหล่งกำเนิดสินค้าและสัดส่วนชิ้นส่วนหลักจึงจะได้รับเพดานภาษี 15% มาตรการล่าสุดนี้ทำให้ผู้ประกอบการเกาหลีใต้ต้องเร่งเตรียมเอกสารรหัส HS แหล่งกำเนิดสินค้า และหลักฐานสัดส่วนชิ้นส่วนสำหรับสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นลำดับแรก
ประเด็นการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานโดรนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องภาษี ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่ามาตรการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานโดรนของสหรัฐฯ และจีนกำลังขยายวงกว้างขึ้นพร้อมกัน
ปฏิกิริยาจากภาคอุตสาหกรรมยังคงแบ่งเป็นสองฝ่าย Commercial Drone Alliance ระบุว่าการจำกัดโดรนและชิ้นส่วนหลักจากต่างประเทศในวงกว้างอาจสั่นคลอนการดำเนินงานหลักและชะลอการพัฒนานวัตกรรม ขณะที่ AUVSI เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการขยายการผลิตในประเทศและเสริมความมั่นคงของระบบอัตโนมัติและไร้คนขับ
ประกาศของทำเนียบขาวยังให้อำนาจรัฐมนตรีพาณิชย์ในการทยอยเพิ่มชิ้นส่วน UAS อื่น ๆ เข้าสู่รายการที่ต้องเสียภาษีได้ในอนาคต พร้อมเปิดช่องทางผ่านโครงการ onshoring สำหรับบริษัทที่ให้คำมั่นว่าจะสร้างหรือขยายโรงงานผลิต UAS และชิ้นส่วนในสหรัฐฯ โดยสามารถนำเข้าอุปกรณ์การผลิตและสินค้าสำหรับห่วงโซ่อุปทานโดยไม่ต้องเสียภาษีในช่วงระยะเวลาก่อสร้าง
ภาษีหลักจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 11.01 น. ตามเวลาประเทศไทย วันที่ 3 กันยายน 2026 ส่วนภาษี 25% สำหรับชิ้นส่วน UAS บางรายการจะเริ่มมีผลตั้งแต่เวลา 12.01 น. ตามเวลาประเทศไทย วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2027
ความคิดเห็น 0