ค่าใช้จ่ายด้าน AI ขององค์กรทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 110% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่มีเพียง 9% ขององค์กรเท่านั้นที่ปรับเปลี่ยนเวิร์กโฟลว์การทำงานได้จริงอย่างเป็นระบบ ข้อมูลจากเซอร์วิสนาว(NOW) สะท้อนว่าการพูดคุยเรื่อง AI ในองค์กรกำลังเปลี่ยนโฟกัสจากการขยาย ‘งบประมาณ’ ไปสู่การตรวจสอบ ‘ผลลัพธ์การใช้งานจริง’
จีนา มาสแทนทูโอโน(Gina Mastantuono) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ของเซอร์วิสนาว ระบุในบทความที่เขียนลงนิตยสาร Fortune เมื่อวันที่ 14 ว่า ก่อนตัดสินใจลงทุนด้าน AI องค์กรควรตอบคำถามสำคัญ 3 ข้อให้ได้ก่อน ได้แก่ △การลงทุนนั้นช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ลึกขึ้นหรือไม่ △เงินที่ใช้ตอบโจทย์ความต้องการจริงของลูกค้าหรือไม่ และ △ลูกค้านำสิ่งที่สร้างขึ้นไปใช้งานจริงและวัดผลคุณค่าที่ได้รับได้หรือไม่
ดัชนีความพร้อมด้าน AI ระดับองค์กรปี 2026 (2026 Enterprise AI Maturity Index) ของเซอร์วิสนาว ฉายภาพปัญหานี้ออกมาเป็นตัวเลขชัดเจน โดยสำรวจผู้บริหารระดับสูงกว่า 4,500 คน ใน 12 อุตสาหกรรม จาก 19 ประเทศทั่วโลก
ผลสำรวจพบว่าค่าใช้จ่ายด้าน AI เพิ่มขึ้น 110% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ 59% ขององค์กรใช้งานเอเจนติกเอไอ(Agentic AI) แล้ว แต่มีเพียง 9% เท่านั้นที่สร้างเวิร์กโฟลว์แบบหลายขั้นตอนที่ทำงานได้เองอย่างมีนัยสำคัญ และคะแนนความพร้อมด้าน AI เฉลี่ยอยู่ที่ 51 คะแนนเท่านั้น
เอเจนติกเอไอ หมายถึงระบบ AI ที่สามารถวางแผนและดำเนินงานหลายขั้นตอนได้ด้วยตัวเองตามคำสั่งของผู้ใช้ ในภาคธุรกิจมักถูกนำไปใช้เพื่ออัตโนมัติกระบวนการที่ต้องผ่านหลายแผนกและหลายระบบ เช่น การตอบลูกค้า การตรวจสอบความปลอดภัย และการประมวลผลด้านการเงิน
บทความของมาสแทนทูโอโนไม่ได้เรียกร้องให้เพิ่มเงินลงทุนด้าน AI มากขึ้น แต่เน้นย้ำว่าองค์กรต้องกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินทุนใหม่ เธอระบุว่าเงินทุนมีอยู่อย่างจำกัด หากใช้เงินไปกับด้านหนึ่งมากขึ้น ก็ต้องใช้เงินกับอีกด้านหนึ่งน้อยลง
นั่นหมายความว่ายิ่งการแข่งขันด้าน AI เร่งตัวขึ้นเท่าไร องค์กรก็ยิ่งต้องจัดลำดับความสำคัญระหว่างไอเดียดีๆ มากขึ้นเท่านั้น ปัจจัยชี้ขาดการลงทุนไม่ใช่จำนวนโครงการที่นำ AI มาใช้ แต่อยู่ที่ว่าความต้องการของลูกค้า การนำไปใช้งานจริง และคุณค่าที่วัดผลได้ อยู่ในทิศทางเดียวกันหรือไม่
เซอร์วิสนาวเชื่อมโยงตรรกะนี้เข้ากับการลงทุนของตัวเอง โดยประกาศเมื่อวันที่ 20 เมษายนว่าปิดดีลเข้าซื้อกิจการอาร์มิส(Armis) มูลค่า 7,750 ล้านดอลลาร์เรียบร้อยแล้ว ด้วยการจ่ายเป็นเงินสดทั้งหมด
อาร์มิสเป็นบริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่เชี่ยวชาญการดูแลสินทรัพย์ที่เชื่อมต่อในองค์กรและความเสี่ยงไซเบอร์ เซอร์วิสนาวระบุว่าการซื้อกิจการครั้งนี้เป็นการลงทุนเพื่อลดช่องว่างระหว่างการมองเห็นสินทรัพย์ (asset visibility) กับการจัดการความเสี่ยงไซเบอร์
การควบคุมด้าน AI ก็เดินไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม เซอร์วิสนาวขยายฟีเจอร์ AI Control Tower ให้ครอบคลุมการค้นหา ตรวจสอบ ควบคุม รักษาความปลอดภัย และวัดผลระบบ AI ทั้งภายในและภายนอกองค์กร พร้อมเพิ่มการเชื่อมต่อกับระบบองค์กรใหม่อีก 30 รายการ
ข้อความที่ส่งออกมาคือ องค์กรต้องก้าวข้ามขั้นตอนการติดตั้งเครื่องมือ AI กระจัดกระจายไปยังจุดต่างๆ แล้วหันมามองการดำเนินงาน ความปลอดภัย และการวัดผลลัพธ์ไปพร้อมกัน ทั้งในคอมมูนิตี้ของเซอร์วิสนาวและโพสต์บน LinkedIn ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือความพร้อมด้าน AI คุณภาพของข้อมูล การเชื่อมต่อระบบ ธรรมาภิบาล และการบริหารจัดการการนำไปปฏิบัติจริง
ประเด็นนี้เชื่อมโยงมาถึงองค์กรในภูมิภาคเอเชียด้วย ก่อนหน้านี้ทีมข่าวเคยรายงานว่า การเชื่อมต่อระบบเดิมกับข้อมูลองค์กรกลายเป็นโจทย์สำคัญในกระบวนการนำ AI มาใช้จริง โดยขณะนั้นมีการชี้ให้เห็นว่าองค์กรต้องเชื่อมระบบทำงานเดิมอย่างเซอร์วิสนาว เซลส์ฟอร์ซ(Salesforce) เดต้าบริกส์(Databricks) และเวิร์กเดย์(Workday) เข้ากับเอเจนต์ AI ให้ได้
อย่างไรก็ตาม คำว่า ‘หลายล้านล้านดอลลาร์’ ที่ปรากฏในบทความของ Fortune ควรพิจารณาแยกช่วงเวลาให้ชัดเจน บทความระบุว่าทั่วโลกกำลังใช้เงินหลายล้านล้านดอลลาร์กับโครงการ AI ใหม่ แต่ข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณะบางแห่งประเมินว่างบลงทุน (capex) ด้าน AI ในปีนี้ยังต่ำกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ในช่วง 10 ปีข้างหน้าอาจแตะระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ตามการประเมินแยกอีกชุดหนึ่ง
ผลประกอบการไตรมาส 2 ของเซอร์วิสนาวถูกยกมาเป็นหลักฐานสนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน บริษัทเปิดเผยว่าในไตรมาสที่สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน มีรายได้จากการสมัครสมาชิก (subscription) 3,877 ล้านดอลลาร์ และรายได้รวม 3,987 ล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าสัญญารายปี (ACV) ของผลิตภัณฑ์ AI ของเซอร์วิสนาวทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์แล้ว
ใจความสำคัญที่ข้อมูลของเซอร์วิสนาวสื่อออกมาคือ ขนาดของงบประมาณ AI ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่แท้จริง แต่อยู่ที่ว่าความต้องการของลูกค้า การนำไปใช้ในเวิร์กโฟลว์จริง และคุณค่าที่วัดผลได้ ประสานเข้าด้วยกันหรือไม่
ความคิดเห็น 0