ยอดหนี้ค้างชำระจากการซื้อหุ้นด้วยวงเงินของบริษัทหลักทรัพย์ หรือที่เรียกว่า 'มิซูกึม' ของนักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 19 เดือน ขณะที่ยอดสินเชื่อมาร์จิ้นลดลงเล็กน้อยแต่ยังทรงตัวเหนือระดับ 30 ล้านล้านวอน ส่วนยอดเงินฝากรอการลงทุนของนักลงทุนทะลุ 100 ล้านล้านวอนไปแล้ว
สมาคมนักลงทุนทางการเงินเกาหลี(Korea Financial Investment Association) เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 ว่า ยอดหนี้ค้างชำระจากการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศ ณ วันที่ 14 อยู่ที่ 867 พันล้านวอน ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2025 ที่เคยอยู่ที่ 859.8 พันล้านวอน
ยอดหนี้ค้างชำระประเภทนี้เกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนรายย่อยซื้อหุ้นด้วยเงินของบริษัทหลักทรัพย์ แต่ไม่ชำระคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งสั้นกว่าสินเชื่อมาร์จิ้นทั่วไปมาก จึงถูกใช้เป็นตัวชี้วัดแรงกดดันการ 'บังคับขายหลักทรัพย์' เมื่อตลาดผันผวนสูง
ยอดหนี้ค้างชำระเคยพุ่งขึ้นไปแตะ 2.15 ล้านล้านวอนเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ก่อนจะกลับตัวเป็นขาลงต่อเนื่อง และในช่วงตลาดปรับฐานล่าสุดยอดดังกล่าวเคยลดลงต่ำกว่า 1 ล้านล้านวอน สะท้อนว่าการซื้อขายด้วยเงินกู้ระยะสั้นมากของนักลงทุนรายย่อยลดลงตามไปด้วย
มูลค่าการบังคับขายหลักทรัพย์ก็ลดลงเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 14 มูลค่าหุ้นที่ถูกบังคับขายเนื่องจากไม่ชำระหนี้ค้างชำระอยู่ที่ 3.7 พันล้านวอน คิดเป็นสัดส่วน 0.4% ของยอดหนี้ค้างชำระทั้งหมด
ขณะที่ปลายเดือนก่อน มูลค่าการบังคับขายเคยสูงเกิน 100 พันล้านวอน และคิดเป็นสัดส่วนถึง 7-8% ของยอดหนี้ค้างชำระ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจสรุปได้ว่าการลงทุนด้วยเงินกู้โดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะยอดสินเชื่อมาร์จิ้น ณ วันเดียวกันลดลงจากวันก่อนหน้า 58.7 พันล้านวอน มาอยู่ที่ 30.87 ล้านล้านวอน แต่ยังคงยืนเหนือระดับ 30 ล้านล้านวอน
สินเชื่อมาร์จิ้นคือการที่นักลงทุนกู้เงินจากบริษัทหลักทรัพย์เพื่อซื้อหุ้น แล้วชำระคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด ช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ในช่วงตลาดขาขึ้น แต่ในช่วงตลาดขาลงความเสี่ยงจากอัตราส่วนหลักประกันที่ลดลงและการถูกบังคับขายก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ยอดสินเชื่อมาร์จิ้นกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 30 ล้านล้านวอนอีกครั้งตั้งแต่ต้นเดือนนี้
ด้านเงินสดที่รอจังหวะลงทุนกลับเพิ่มขึ้น โดยยอดเงินฝากรอการลงทุนของนักลงทุนเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า 641.9 พันล้านวอน มาอยู่ที่ 100.71 ล้านล้านวอน
เงินฝากรอการลงทุนคือเงินที่นักลงทุนพักไว้ในบัญชีหลักทรัพย์เพื่อรอซื้อหุ้น แม้ยอดที่สูงจะไม่ได้การันตีว่าจะกลายเป็นแรงซื้อในทันที แต่ก็ยังถูกใช้เป็นตัวชี้วัดขนาดเงินทุนที่พร้อมเข้าตลาด
ดัชนีคอสปี้(KOSPI) เคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 7,010.86 จุด เมื่อวันที่ 14 ซึ่งเป็นการแตะระดับ 7,000 จุดครั้งแรก ท่ามกลางสถานการณ์ที่ดัชนีขึ้นไปแตะระดับดังกล่าว การที่ยอดหนี้ค้างชำระลดลงสวนทางกันถูกตีความว่านักลงทุนรายย่อยลดการใช้เลเวอเรจระยะสั้นลง
ตัวเลขล่าสุดสะท้อนภาพสองด้าน ด้านหนึ่งภาระจากหนี้ค้างชำระและการบังคับขายเบาลง แต่อีกด้านหนึ่งสินเชื่อมาร์จิ้นและเงินฝากรอการลงทุนยังอยู่ในระดับสูง การประเมินทิศทางเงินทุนของนักลงทุนรายย่อยจึงควรพิจารณายอดสินเชื่อมาร์จิ้นและเงินฝากรอการลงทุนควบคู่กันไป มากกว่าจะตัดสินจากยอดหนี้ค้างชำระเพียงอย่างเดียว
ความคิดเห็น 0