Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

สุทธิ 56% แห่เพิ่มน้ำหนักหุ้น มุมมองบวกตลาดสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดตั้งแต่ปี 2021

สัดส่วนนักบริหารกองทุนทั่วโลกที่ตอบว่าเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2021 สะท้อนมุมมองบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เข้มข้นขึ้นจนกลายเป็นตัวแปรเสี่ยงของตลาด

แบงก์ ออฟ อเมริกา(Bank of America, BofA) เปิดเผยผลสำรวจผู้จัดการกองทุนทั่วโลกประจำเดือนสิงหาคมว่า ผู้ตอบแบบสำรวจสุทธิ 56% ระบุว่ากำลังเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น ขณะที่สัดส่วนการถือเงินสดลดลงเหลือ 3.5%

ไมเคิล ฮาร์ตเน็ตต์(Michael Hartnett) หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของแบงก์ ออฟ อเมริกา ระบุว่าความคาดหวังของตลาดในตอนนี้ 'กระจุกตัว' อยู่ที่ 4 สถานการณ์เดียวกัน ได้แก่ การไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม บริษัทเทคโนโลยีไม่ลดการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์(AI) และไม่มีแรงขายชอร์ต เขามองว่าเมื่อนักลงทุนเทน้ำหนักไปทางเดียวกันมากขนาดนี้ ข่าวร้ายเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดการปรับพอร์ตครั้งใหญ่ได้

ผลสำรวจยังพบว่า 72% ของผู้ตอบเชื่อว่าเฟดจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ 71% คาดว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในกลุ่มคลาวด์จะไม่ลดงบลงทุนด้าน AI ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจเดียวกันนี้ระบุว่า 'ฟองสบู่ AI' คือความเสี่ยงหางที่ถูกจับตามากที่สุด และงบลงทุนของบริษัทคลาวด์ขนาดใหญ่เองก็ถูกมองว่าอาจเป็นชนวนของเหตุการณ์ด้านเครดิตได้เช่นกัน

ความเสี่ยงหาง หมายถึงเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นต่ำ แต่หากเกิดขึ้นจริงจะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดอย่างรุนแรง ส่วนการเพิ่มน้ำหนักการลงทุน หมายถึงการถือครองสินทรัพย์นั้นในสัดส่วนที่มากกว่าพอร์ตอ้างอิงมาตรฐาน

ปัจจัยด้านฤดูกาลก็เข้ามาซ้อนทับพอดี โจนาธาน ครินสกี(Jonathan Krinsky) หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดเชิงเทคนิคของ BTIG วิเคราะห์ว่าช่วงวันที่ 18 สิงหาคมถึง 11 ตุลาคม เป็นหนึ่งในช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันหนักที่สุดในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม

ข้อมูลจาก BTIG ระบุว่านับตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา ยกเว้นปี 2006 ดัชนีสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส(S&P)500 เคยปรับตัวลงอย่างน้อย 7% ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมของทุกปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม ปัจจัยด้านฤดูกาลนี้จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวแปรอีกครั้งก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปีนี้

ขณะนี้ดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 13% นับจากต้นปี และยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี และ 30 ปี อยู่ที่ระดับสูงกว่า 4.7% และ 5.2% ตามลำดับ

อัตราดอกเบี้ย ราคาพลังงาน และต้นทุนการระดมทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น ถูกมองว่าเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้น เพราะเมื่อราคาหุ้นอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว การที่อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นพร้อมกันอาจกดดันทั้งมูลค่าปัจจุบันของกำไรบริษัทและเงื่อนไขการระดมทุนไปพร้อมกัน

การวิเคราะห์ครั้งนี้เน้นไปที่สถานะการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ และปัจจัยฤดูกาลเป็นหลัก แต่หากความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวมอ่อนแรงลง ก็อาจส่งผลทางอ้อมต่อสภาพคล่องในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงบิตคอยน์(BTC) ได้เช่นกัน

ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานวิเคราะห์ว่ากลยุทธ์การขายอัตโนมัติที่อิงความผันผวนอาจส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงในวงกว้าง และยังเคยรายงานวิเคราะห์ว่าการร่วงลงของตลาดหุ้นเอเชียและความไม่แน่นอนของปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคเคยกดดันราคาบิตคอยน์ให้ปรับตัวลง

สำหรับนักลงทุนไทย การเทน้ำหนักไปทางเดียวกันของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถือเป็นตัวแปรทางอ้อมที่ควรจับตา เพราะทั้งตลาดหุ้นในประเทศและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลต่างมีความอ่อนไหวต่อความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกและสภาพคล่องของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มาโดยตลอด

ทั้งนี้ ผลสำรวจฉบับนี้ไม่ได้ระบุคาดการณ์ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง ขอบเขตการวิเคราะห์ที่ยืนยันได้ครอบคลุมเฉพาะสัดส่วนการถือหุ้นสหรัฐฯ สัดส่วนเงินสด มุมมองต่ออัตราดอกเบี้ยเฟด ความเสี่ยงด้านงบลงทุน AI และความผันผวนตามฤดูกาลในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมเท่านั้น

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1