Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

5.3% พันธบัตรสหรัฐฯ 30 ปีพุ่ง ‘ผู้พิทักษ์ตลาดบอนด์’ เตือนอีกครั้ง

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวบนเอกสาร พร้อมกราฟอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น / TokenPost.ai (macro)

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 5.2-5.3% ทำให้ตลาดพันธบัตรระยะยาวกลับมาจับตาความเสี่ยงด้านการคลังและเงินเฟ้ออีกครั้ง การที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นอาจกดดันอัตราคิดลดของสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้นและสินทรัพย์ดิจิทัล จึงเป็นประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจ

สตีฟ แฮงกี(Steve Hanke) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์(Johns Hopkins University) ให้สัมภาษณ์กับฟอร์จูน(Fortune) ว่า “กลุ่มผู้พิทักษ์ตลาดพันธบัตร (bond vigilantes) ตื่นจากการจำศีลแล้ว” เขายังระบุว่าชุดนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์เป็น “ค็อกเทลมรณะ” ต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พร้อมกล่าวว่า “ยักษ์เงินเฟ้อหลุดออกจากขวดแล้ว” คำกล่าวนี้สะท้อนมุมมองที่ว่านโยบายการคลังและการเงินในปัจจุบันกำลังผลักดันความคาดหวังเงินเฟ้อให้สูงขึ้น

แฮงกีชี้ปัจจัยหลัก 3 ด้าน ได้แก่ นโยบายการเงิน การคลัง และภูมิรัฐศาสตร์ โดยระบุว่าตัวชี้วัดปริมาณเงิน ดิวิเซีย เอ็มโฟร์(Divisia M4) ขยายตัวถึง 6.7% ต่อปี เขามองว่าการขยายตัวของปริมาณเงินและความคาดหวังเงินเฟ้อกำลังสะท้อนอยู่ในอัตราดอกเบี้ยระยะยาว และตลาดพันธบัตรเป็นตลาดเดียวที่กำลังประเมินความเสี่ยงนี้ได้ถูกต้องในขณะนี้

ตามเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2026 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่ที่ 4.75% อายุ 20 ปีอยู่ที่ 5.28% และอายุ 30 ปีอยู่ที่ 5.27% ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่าความอ่อนแอของพันธบัตรระยะยาวที่แฮงกีพูดถึงไม่ใช่แค่คำพูด แต่สะท้อนอยู่ในทิศทางอัตราดอกเบี้ยจริง

ความอ่อนแอของพันธบัตรระยะยาวยังดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงกลางเดือนสิงหาคม โดยมาร์เก็ตวอตช์(MarketWatch) รายงานเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2026 (เวลาท้องถิ่น) ว่าแรงเทขายพันธบัตรทั่วโลกในช่วงต้นตลาดยังคงกดดันต่อเนื่อง ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งขึ้นแตะ 5.234% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2007 ในวันเดียวกัน ดัชนีล่วงหน้า S&P500 ลดลง 0.4% ดัชนีล่วงหน้าดาวโจนส์ลดลง 0.5% และดัชนีล่วงหน้านาสแด็ก 100 ลดลง 0.7%

ขณะที่สำนักข่าวอื่นรายงานว่าในวันเดียวกันนั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีเคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 5.327% ส่วนพันธบัตรอายุ 10 ปีขึ้นไปอยู่ที่ราว 4.740-4.741% ตัวเลขอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างสำนักข่าวเกิดจากความผันผวนระหว่างวัน แต่ทิศทางที่พันธบัตรระยะยาวเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 5.2% กลับตรงกัน

“กลุ่มผู้พิทักษ์ตลาดพันธบัตร” หมายถึงกลุ่มนักลงทุนที่เทขายพันธบัตรรัฐบาลเพื่อกดดันให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น เมื่อไม่พอใจการใช้จ่ายทางการคลังหรือการรับมือเงินเฟ้อของรัฐบาล รอยเตอร์(Reuters) อธิบายว่าคำนี้ถูกใช้ครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1980 และมักถูกนำมาใช้เมื่อนักลงทุนต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลมีวินัยทางการคลังผ่านการผลักดันอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น

อีกประเด็นหนึ่งในข้อถกเถียงนี้เกี่ยวข้องกับสก็อตต์ เบสเซนต์(Scott Bessent) ซึ่งถูกมองว่าเป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญกับสัญญาณของอัตราดอกเบี้ยระยะยาว โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 10 ปี อย่างไรก็ตาม “เส้นแดง” ที่ตลาดพูดถึงไม่ใช่เกณฑ์ทางการ แต่เป็นการตีความของตลาดที่ว่าหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีทะลุระดับหนึ่งขึ้นไป อาจนำไปสู่การตอบสนองเชิงนโยบาย

แฮงกีระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีอาจปรับตัวขึ้นเพิ่มอีก 50 จุดพื้นฐาน (bp) ทั้งนี้เป็นเพียงมุมมองที่ให้ไว้ในการสัมภาษณ์ ซึ่งควรแยกพิจารณาออกจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจริง และยากที่จะสรุปว่าการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเป็นผลจากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์เพียงปัจจัยเดียว

รายงานข่าวจากตลาดระบุปัจจัยร่วมหลายด้าน ทั้งความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ การขาดดุลการคลัง การขยายปริมาณพันธบัตรที่ออกใหม่ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ บทวิเคราะห์บางส่วนยังกล่าวถึงราคาน้ำมัน อุปสงค์-อุปทานพันธบัตรทั่วโลก และการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดกลับมาประเมินราคาอัตราดอกเบี้ยระยะยาวใหม่เช่นกัน

ภายในวงการเองก็มีมุมมองที่แตกต่างกัน เอ็ด ยาร์เดนี(Ed Yardeni) กล่าวถึงการกลับมาของกลุ่มผู้พิทักษ์ตลาดพันธบัตรเช่นกัน ขณะที่ผู้เล่นบางส่วนในตลาดมองว่าสถานการณ์อาจคล้ายกับช่วงฤดูร้อนปี 2023 ที่อัตราดอกเบี้ยพุ่งขึ้นแรงก่อนที่ราคาพันธบัตรจะฟื้นตัวในเวลาต่อมา คำถามที่ว่าการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยระยะยาวครั้งนี้เป็นสัญญาณความเสี่ยง หรือเป็นช่วงเวลาที่อัตราดอกเบี้ยสูงสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ จึงยังเป็นประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกัน

สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เท่านั้น แต่เชื่อมโยงมาถึงอัตราคิดลดของสินทรัพย์เสี่ยงโดยตรง หากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น หุ้นกลุ่มเติบโตรวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อกระแสเงินสดในอนาคตและสภาพคล่อง อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่จะเกิดกับสินทรัพย์ดิจิทัลยังไม่สามารถสรุปได้จากตัวเลขอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว เนื่องจากทิศทางค่าเงินดอลลาร์ ปฏิกิริยาของตลาดหุ้น รวมถึงแนวโน้มการคลังและปริมาณพันธบัตรที่ออกใหม่ของสหรัฐฯ ล้วนเคลื่อนไหวไปพร้อมกัน ตลาดจึงจำเป็นต้องติดตามทั้งจุดสูงสุดถัดไปของอัตราดอกเบี้ยระยะยาว และว่าพันธบัตรอายุ 10 ปีจะเข้าใกล้ระดับ 5% หรือไม่ไปพร้อมกัน

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1