ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของอังกฤษเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขยับสูงกว่าเดือนมิถุนายนที่ 2.6% โดยค่าแก๊สและค่าไฟฟ้าที่พุ่งแรงเป็นตัว 'ดัน' หลัก ขณะที่ราคาน้ำมันในหมวดขนส่งกลับช่วยลดแรงกดดันด้านราคาลงบางส่วน
สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (Office for National Statistics, ONS) เปิดเผยว่า CPI เดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 2.9% เทียบปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 0.3% เทียบเดือนก่อนหน้า ตัวเลขรายปีนี้สูงกว่าเดือนมิถุนายนถึง 0.3 จุด และตรงกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.9% พอดี
เมื่อหักหมวดอาหารและพลังงานออก ดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) เพิ่มขึ้น 2.6% เทียบปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้เล็กน้อยที่ 2.5% ส่วนราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจาก 1.7% ในเดือนมิถุนายนเป็น 2.2% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ราคาภาคบริการลดลงจาก 3.6% เหลือ 3.4%
แรงกดดันด้านราคาที่เห็นชัดที่สุดอยู่ในหมวดที่อยู่อาศัยและบริการในครัวเรือน โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาในหมวดนี้กระโดดจาก 1.2% ในเดือนมิถุนายนเป็น 4.6% ในเดือนกรกฎาคม ค่าแก๊สและค่าไฟฟ้าเป็นปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมมากที่สุด
ราคาแก๊สในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นถึง 14.7% ภายในเดือนเดียว สวนทางกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาแก๊สลดลง 7.2% และถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่แรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่วิกฤตพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนส่งผลกระทบเต็มที่ต่อค่าครองชีพของครัวเรือนอังกฤษ
ค่าแก๊สที่พุ่งขึ้นสะท้อนทั้งการปรับ 'เพดานราคาพลังงาน' (Energy Price Cap) ในเดือนกรกฎาคม และราคาพลังงานขายส่งที่สูงขึ้น โดยเพดานราคาพลังงานของอังกฤษเป็นกลไกที่กำหนดเพดานอัตราค่าไฟมาตรฐานแบบผันแปรที่ครัวเรือนต้องจ่าย เมื่อราคาขายส่งเปลี่ยนแปลงในช่วงที่นำมาคำนวณเพดาน ผลกระทบจะถูกส่งต่อไปยังภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในเวลาต่อมา
ค่าไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้น 3.6% ในเดือนกรกฎาคมเช่นกัน เป็นผลจากการปรับเพดานราคาช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายนโดยหน่วยงานกำกับดูแลพลังงานอังกฤษ 'ออฟเจม' (Ofgem) ที่สะท้อนอยู่ในอัตราค่าไฟมาตรฐานแบบผันแปร ONS อธิบายว่านี่เป็นครั้งแรกที่ราคาพลังงานขายส่งซึ่งปรับตัวขึ้นหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางถูกนำมารวมไว้ในช่วงเวลาคำนวณเพดานราคา
ในทางกลับกัน หมวดขนส่งกลับเป็นปัจจัยที่ช่วยฉุดอัตราเงินเฟ้อโดยรวมให้ต่ำลง โดยราคาในหมวดขนส่งเพิ่มขึ้น 3.6% เทียบปีก่อน ซึ่งชะลอตัวลงจาก 5.7% ในเดือนมิถุนายน ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยลดลง 8.8 เพนซ์ต่อลิตรจากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 167.6 เพนซ์ต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยลดลง 3.1 เพนซ์ต่อลิตร มาอยู่ที่ 152.2 เพนซ์ต่อลิตร
ราคาอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ก็ชะลอตัวลงเช่นกัน จาก 1.7% ในเดือนมิถุนายนเหลือ 1.3% ในเดือนกรกฎาคม โดยสัดส่วนการมีส่วนร่วมของหมวดนี้ต่อดัชนี CPIH ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2021 อย่างไรก็ตาม ต้นทุนพลังงานที่กลับมาสูงขึ้นได้หักล้างผลบวกจากการชะลอตัวของราคาในหมวดอาหารและขนส่งไปบางส่วน
CPI เป็นดัชนีชี้วัดเงินเฟ้อหลักที่รวมการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ ส่วน Core CPI จะตัดหมวดที่ผันผวนสูงอย่างอาหารและพลังงานออก เพื่อดูแรงกดดันด้านราคาที่เป็นแนวโน้มพื้นฐานจริง ๆ เมื่อเงินเฟ้อโดยรวมกับเงินเฟ้อพื้นฐานเคลื่อนไหวต่างทิศทางกัน ธนาคารกลางจะสามารถแยกแยะได้ว่าผลกระทบมาจาก 'ช็อก' ด้านพลังงานหรือแรงกดดันด้านอุปสงค์
ในวันเดียวกัน ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของอังกฤษเดือนกรกฎาคมก็ถูกเปิดเผยออกมาเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้น 4.9% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน หาก CPI สะท้อนราคาที่ครัวเรือนต้องจ่ายจริง PPI ก็สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญในขั้นตอนการผลิต ซึ่งการเปลี่ยนแปลงต้นทุนในขั้นการผลิตอาจส่งผ่านไปยังราคาผู้บริโภคได้ในภายหลัง
สำหรับนักลงทุนไทย ตัวเลขเงินเฟ้อของอังกฤษถือเป็นข้อมูลอ้างอิงที่ช่วยประกอบการพิจารณาทิศทางค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์เสี่ยงไปพร้อมกัน ก่อนหน้านี้ tokenpost เคยรายงานว่าหลังการเปิดเผยดัชนี CPI สหรัฐฯ เดือนกรกฎาคม ทิศทางดอกเบี้ยและความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์เสี่ยงเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันแยกต่างหากว่าตัวเลขเงินเฟ้อของอังกฤษครั้งนี้ส่งผลโดยตรงต่อราคาบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) หรือไม่
หลังการเปิดเผยตัวเลข อัตราแลกเปลี่ยนปอนด์ต่อดอลลาร์ (GBP/USD) ปรับตัวขึ้นแรงขึ้นกว่าเดิม โดย ณ เวลา 13:20 น. ตามเวลาไทย (เทียบเท่า 15:20 น. ตามเวลาเกาหลีใต้) ปอนด์ต่อดอลลาร์ซื้อขายอยู่ที่ 1.35514 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.16% จากวันทำการก่อนหน้า
ความคิดเห็น 0