โครงการพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซในทะเลเหนือของสหราชอาณาจักรอย่างแจ็คดอว์(Jackdaw) และโรสแบงก์(Rosebank) ยังอยู่ในขั้นตอนการทบทวนก่อนได้รับอนุมัติขั้นสุดท้าย ข้อมูล ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2026 ทั้งสองโครงการถูกเรียกร้องให้อนุมัติโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงทางพลังงาน การจ้างงาน และการดึงดูดการลงทุน แต่ก็เผชิญกระแสคัดค้านเรื่องภาระด้านสภาพภูมิอากาศและผลต่อการรักษาเสถียรภาพค่าไฟในประเทศ
หน้าเว็บทางการของกระทรวงความมั่นคงด้านพลังงานและเป้าหมายเน็ตซีโร่ (Department for Energy Security and Net Zero) และหน่วยงานกำกับดูแลการปลดระวางแหล่งปิโตรเลียมนอกชายฝั่งและสิ่งแวดล้อม หรือ OPRED ระบุสถานะของทั้งแจ็คดอว์และโรสแบงก์ว่า “อยู่ระหว่างการพิจารณา” โดยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพิ่มเติมสำหรับแจ็คดอว์เริ่มวันที่ 8 กรกฎาคม และสิ้นสุดวันที่ 10 สิงหาคม ส่วนของโรสแบงก์เริ่มวันที่ 16 กรกฎาคม และปิดรับความเห็นวันที่ 17 สิงหาคม
การทบทวนครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากคำพิพากษาคดีฟินช์(Finch) ของศาลฎีกาอังกฤษเมื่อเดือนมิถุนายน 2024 ซึ่งทำให้ขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป รัฐบาลสหราชอาณาจักรออกแนวปฏิบัติการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 กำหนดให้การพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการน้ำมันและก๊าซต้องนับรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขั้นตอนการเผาไหม้หลังการสกัดด้วย
การปล่อยก๊าซในขั้นตอนการเผาไหม้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะการปล่อยจากโรงงานผลิตโดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นเมื่อผู้บริโภคนำน้ำมันและก๊าซที่ขายออกไปมาเผาใช้ในขั้นสุดท้ายด้วย ผู้พัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้วก่อนหน้านี้สามารถยื่นขออนุมัติใหม่ตามแนวปฏิบัติฉบับใหม่ได้เช่นกัน
แจ็คดอว์เป็นโครงการพัฒนาแหล่งก๊าซและคอนเดนเสทในทะเลเหนือตอนกลางของอังกฤษ อาดูรา(Adura) ระบุในประกาศโครงการว่าโครงสร้างส่วนบนของแท่นขุดเจาะแจ็คดอว์ติดตั้งแล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม 2025 และการเจาะสำรวจแล้วเสร็จช่วงต้นปี 2026
อาดูราระบุว่าแจ็คดอว์มีศักยภาพจ่ายก๊าซได้ราวร้อยละ 6 ของความต้องการใช้ก๊าซทั้งหมดของสหราชอาณาจักร หรือเทียบเท่าปริมาณที่ใช้ในครัวเรือนราว 1.4 ล้านหลังคาเรือน ตัวเลขนี้เป็นการประมาณการของผู้พัฒนาโครงการเอง ส่วนสัดส่วนการจ่ายก๊าซจริงจะทราบได้ก็ต่อเมื่อโครงการได้รับอนุมัติขั้นสุดท้ายและเริ่มผลิตแล้วเท่านั้น
โรสแบงก์เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซในน่านน้ำทางตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่เกาะเช็ตแลนด์(Shetland) อาดูราวางแผนพัฒนาโรสแบงก์เป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกเสนอเจาะหลุมผลิต 4 หลุม และหลุมอัดน้ำ 3 หลุม
หน้าโครงการของอาดูราระบุเป้าหมายการผลิตแรกของโรสแบงก์ไว้ที่ช่วงปี 2026-2027 ส่วนแถลงข่าวของบริษัทเมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 และเอกสารที่หอการค้าท้องถิ่นนำมาเผยแพร่ซ้ำระบุมูลค่าการลงทุนของโรสแบงก์ไว้ที่ 8.7 พันล้านปอนด์ และมูลค่าการลงทุนรวมของแจ็คดอว์กับโรสแบงก์ไว้ที่ 1.08 หมื่นล้านปอนด์
ภาคอุตสาหกรรมมองว่าทั้งสองโครงการนี้เป็นบททดสอบของอุตสาหกรรมพลังงานในทะเลเหนือ Offshore Energies UK หรือ OEUK ระบุในแถลงการณ์เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมว่าแจ็คดอว์และโรสแบงก์มีมูลค่ารวมกัน 1.08 หมื่นล้านปอนด์
OEUK ระบุด้วยว่าตลอดช่วงอายุการผลิตของทั้งสองโครงการ จะสร้างมูลค่าเพิ่มรวม 2.87 หมื่นล้านปอนด์ กิจกรรมในห่วงโซ่อุปทานมูลค่า 9.1 พันล้านปอนด์ และตำแหน่งงานในช่วงก่อสร้างสูงสุดมากกว่า 3,500 ตำแหน่ง พร้อมประเมินว่าทั้งสองโครงการอาจมีส่วนช่วยการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศได้ร้อยละ 10 และการผลิตน้ำมันในประเทศได้อีกร้อยละ 10
เดวิด ไวท์เฮาส์(David Whitehouse) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OEUK กล่าวในแถลงการณ์ว่า “การอนุมัติสองโครงการนี้จะช่วยคลี่คลายความชะงักงันที่ขัดขวางการพัฒนาโครงการอื่นในทะเลเหนือ” คำกล่าวนี้สะท้อนมุมมองของภาคอุตสาหกรรมที่เชื่อว่าการตัดสินใจสำคัญครั้งแรกภายใต้ระบบประเมินสิ่งแวดล้อมใหม่จะถูกใช้เป็นบรรทัดฐานสำหรับโครงการทะเลเหนืออื่นๆ ต่อไป
ฝ่ายคัดค้านมองว่าผลด้านความมั่นคงทางพลังงานถูกกล่าวเกินจริง กลุ่มสิ่งแวดล้อมอัพลิฟต์(Uplift) ระบุว่าปริมาณสำรองของโรสแบงก์ราวร้อยละ 90 เป็นน้ำมัน และน้ำมันส่วนนี้จะถูกขายออกสู่ตลาดโลก
อัพลิฟต์ประเมินว่าตลอดอายุโครงการ โรสแบงก์จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมราว 254 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งเป็นตัวเลขที่ขัดแย้งโดยตรงกับข้อโต้แย้งของภาคอุตสาหกรรมที่ว่าการผลิตในประเทศดีกว่าการนำเข้าทั้งในแง่ความมั่นคงและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ทะเลเหนือของสหราชอาณาจักรเป็นตลาดที่เผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการผลิตที่ลดลงจากแหล่งน้ำมันที่เข้าสู่ช่วงปลายอายุการใช้งาน การลงทุนที่หดตัว และนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มงวดขึ้น
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าจะอนุมัติหรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินการอนุมัติ รัฐบาลสหราชอาณาจักรระบุในแนวปฏิบัติฉบับใหม่ว่ารัฐมนตรีจะพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของแต่ละโครงการร่วมกัน แม้การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะของทั้งสองโครงการจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังไม่มีการเปิดเผยออกมา
ความคิดเห็น 0