ส่วน 'ขาดดุลอุปสงค์' 30 วันของบิตคอยน์(BTC) ลดลงจากราว 206,000 BTC ในเดือนกรกฎาคม เหลือใกล้ 5,000 BTC ตามการวิเคราะห์ล่าสุด แรงกดดันด้านอุปทาน-อุปสงค์คลี่คลายลง แต่มูลค่าซื้อขายในตลาดสปอตและกระแสเงินของกองทุน ETF ยังไม่แสดงสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน
AMBCrypto รายงานในบทความอัปเดตเมื่อวันที่ 20 (เวลาท้องถิ่น) โดยอ้างอิงข้อมูลจากคริปโตควอนท์(CryptoQuant) ว่าตัวเลข 'apparent demand deficit' รอบ 30 วันของบิตคอยน์(BTC) แคบลงจากราว -206,000 BTC ในเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ราว -5,000 BTC บทความเดียวกันระบุด้วยว่า หลังเกิด 'positive demand transition' ในอดีต ผลตอบแทนค่ามัธยฐานใน 60 วันถัดมาอยู่ที่ 18.1% สัดส่วนที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ที่ 78% และสัดส่วนช่วงเวลาที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นอยู่ที่ 87%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่สามารถตรวจสอบซ้ำได้ตรงกันบนหน้าจอคริปโตควอนท์(CryptoQuant) ที่เปิดให้เข้าถึงสาธารณะในขณะนี้ สิ่งที่ยืนยันได้จากบทความคือ 'ขนาดของการอ่อนตัวด้านอุปสงค์ลดลง' ไม่ใช่การยืนยันว่าตลาดกลับตัวแล้ว
คริปโตควอนท์(CryptoQuant) อธิบายว่า 'Apparent Demand (1Y)' เป็นตัวชี้วัดอุปสงค์บิตคอยน์(BTC) ใหม่ที่เกิดขึ้น โดยมองผ่านกรอบ 1 ปีแบบปรับให้เรียบ หากค่าดังกล่าวเพิ่มขึ้นตีความว่าตลาดอยู่ในโหมดสะสม แต่หากค่าลดลงหรือติดลบต่อเนื่อง ตีความว่าเป็นโหมดกระจายขาย ช่วงที่ค่าติดลบหมายความว่าแรงซื้อดูดซับปริมาณเหรียญที่ออกสู่ตลาดไม่เพียงพอ
ตัวเลขรอบนี้ต่อเนื่องมาจากแนวโน้มก่อนหน้า ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่าอุปสงค์บิตคอยน์(BTC) ค้างอยู่ในโซนติดลบและดูดซับเหรียญที่ขุดใหม่ไม่ทัน ซึ่งขณะนั้นตัวแปรสำคัญคือการกลับขึ้นมายืนเหนือเส้น 0 มากกว่าการดีขึ้นระยะสั้นของตัวชี้วัด
สัญญาณการสะสมเหรียญถูกยืนยันแยกต่างหากจากอีกแหล่งข้อมูล กลาสโหนด(Glassnode) ระบุ ณ วันที่ 18 ว่าปริมาณเหรียญในกลุ่ม 'Conviction Buyers' ของบิตคอยน์(BTC) อยู่ที่ 4,023,923.13296135 BTC กลุ่มนี้ถูกจัดเป็นนักลงทุนที่เข้าซื้อในช่วงตลาดขาลงจนทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของตนเองต่ำลง
กลาสโหนด(Glassnode) ระบุในรายงานวันที่ 1 กรกฎาคมว่า กลุ่มผู้ถือระยะยาวกลับเข้าสู่โหมดสะสมอีกครั้ง และพบการสะสมเหรียญในวงกว้างจากหลายกลุ่มกระเป๋าเงิน ขณะเดียวกันก็ระบุว่ากองทุน ETF บิตคอยน์(BTC) สปอตของสหรัฐฯ ยังคงมีเงินไหลออกสุทธิต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าการสะสมบนเชนกับกระแสเงินจากฝั่งสถาบันยังไม่เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
ยังมีข้อมูลอีกด้านที่ค้านกัน คอยน์เดสก์(CoinDesk) รายงานเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม (เวลาท้องถิ่น) ว่าตัวเลข apparent demand รอบ 30 วันของคริปโตควอนท์(CryptoQuant) แย่ลงไปแตะ -147,000 BTC หลังจากที่เคยดีขึ้นมาอยู่ที่ -11,000 BTC ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม รายงานดังกล่าวระบุว่าการดีดตัวในครั้งนั้นถูกตีความว่านำโดยตลาดฟิวเจอร์สมากกว่าตลาดสปอต
เดอะบล็อก(The Block) รายงานเมื่อวันที่ 13 ว่าบิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวแบบไซด์เวย์ต่ำกว่า 64,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 90.4 ล้านวอน) และมูลค่าซื้อขายในตลาดสปอตใกล้เคียงระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2019 ขณะที่สต็อกทวิตส์(Stocktwits) รายงานเมื่อวันที่ 2 ว่า 'Coinbase Premium' ติดลบต่อเนื่อง 76 วันทำการ และกองทุน ETF บิตคอยน์(BTC) สปอตมีเงินไหลออกสุทธิรายวัน 265.4 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 374.8 พันล้านวอน) และไหลออกสุทธิรายสัปดาห์ 61.5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 86.8 พันล้านวอน)
ความสวนทางกันระหว่างตัวชี้วัดบนเชนกับตัวชี้วัดตลาดสปอตมีที่มาจากโครงสร้างตลาดที่ต่างกัน ตัวชี้วัดอุปสงค์บนเชนสะท้อนพฤติกรรมการถือครองและการดูดซับอุปทาน ส่วนมูลค่าซื้อขายสปอตกับกระแสเงิน ETF สะท้อนทิศทางการซื้อขายจริงและเงินทุนสถาบันโดยตรงกว่า หากตัวชี้วัดทั้งสองกลุ่มเคลื่อนไปทิศทางเดียวกัน การประเมินว่าการค้นหาราคา (price discovery) กำลังกลับมาก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น
การที่ขาดดุลอุปสงค์แคบลงพอจะตีความได้ว่าแรงขายเบาลง แต่สถิติผลตอบแทนในอดีตเป็นเพียงค่าอ้างอิงจากการทดสอบย้อนหลัง (backtest) ไม่ได้การันตีผลตอบแทนของตลาดในรอบปัจจุบัน นี่คือเหตุผลที่ยังไม่อาจสรุปฟันธงเรื่องการกลับตัวของราคาไว้ในพาดหัวหรือย่อหน้าแรกได้
สำหรับนักลงทุน จุดที่ต้องติดตามไม่ใช่แค่ราคาบิตคอยน์(BTC) แต่คือกองทุน ETF บิตคอยน์(BTC) สปอตของสหรัฐฯ จะพลิกเป็นไหลเข้าสุทธิหรือไม่ 'Coinbase Premium' จะฟื้นตัวหรือไม่ และมูลค่าซื้อขายสปอตจะดีดกลับหรือไม่ ทั้งสามปัจจัยต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน การสะสมเหรียญบนเชนเพียงอย่างเดียวยังไม่พอสรุปทิศทางตลาด
การตีความในตลาดยังแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งชี้ว่าการสะสมเหรียญของกลุ่มผู้ถือระยะยาวและกลุ่ม Conviction Buyers แสดงว่าฐานแรงซื้อยังอยู่ในช่วงตลาดขาลง ส่วนอีกฝ่ายให้น้ำหนักกับความอ่อนแรงของอุปสงค์ในตลาดสปอตและเงินไหลออกจาก ETF ที่บ่งชี้ว่าการดีดตัวจะกลายเป็นเทรนด์ได้ ต้องมีการยืนยันเพิ่มเติมก่อน
สรุปแล้ว ความหมายของตัวเลขรอบนี้อยู่ที่ 'ช่องว่างด้านอุปสงค์แคบลง' เท่านั้น ต้องแยกให้ชัดระหว่างข้อเท็จจริงที่ว่าขาดดุลอุปสงค์ลดลง กับข้อสรุปที่ว่าการค้นหาราคาได้กลับมาแล้ว สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ apparent demand จะกลับขึ้นเหนือเส้น 0 หรือไม่ พร้อมกับมูลค่าซื้อขายสปอตและกระแสเงิน ETF ที่ต้องดีขึ้นไปพร้อมกัน
ความคิดเห็น 0