บิตคอยน์(BTC) ร่วงลงกว่า 50% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2025 มาแตะจุดต่ำสุดในช่วงกลางปี 2026 แต่แบล็คร็อค (BlackRock) ระบุว่าตรรกะการลงทุนระยะยาวในสินทรัพย์นี้ยังไม่ได้รับความเสียหาย โดยชี้ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาร่วงแรงคือการบังคับปิดสถานะที่ใช้เลเวอเรจ กระแสเงินไหลออกจากกองทุน ETP บิตคอยน์แบบสปอต และการแข่งขันแย่งเงินลงทุนกับสินทรัพย์ธีม AI
แบล็คร็อคเผยแพร่รายงานชื่อ 'Re-Underwriting Bitcoin: Still a Portfolio Diversifier After the Pullback?' อธิบายว่าการร่วงลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่มาจากการคลี่คลายเลเวอเรจและการเปลี่ยนทิศทางกระแสเงินทุน ทั้งนี้ BTC เคยพุ่งทะลุ 120,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคมปีก่อน ก่อนจะร่วงลงต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน 2026 ท่ามกลางแรงกดดันจากการบังคับปิดสถานะ
รายงานระบุว่าขณะนั้นยอดสัญญาคงค้าง (open interest) ในตลาดฟิวเจอร์สพุ่งเกิน 90,000 ล้านดอลลาร์ โดยกระจุกตัวอยู่ในสัญญาฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุ (perpetual futures) ที่ใช้เลเวอเรจสูงบนเอ็กซ์เชนจ์นอกสหรัฐฯ เมื่อข่าวภาษีศุลกากรของจีนกระตุ้นความกังวลต่อความเสี่ยง นักลงทุนก็เทขายทั้งโลหะมีค่าและสินทรัพย์ดิจิทัลพร้อมกัน ก่อนที่แรงบังคับปิดสถานะระลอกใหญ่จะตามมาอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์และมิถุนายน
สัญญาฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุ คืออนุพันธ์ที่ผู้ถือสามารถคงสถานะไว้ได้โดยไม่มีวันครบกำหนด หากใช้เลเวอเรจสูงและราคาสวนทางกับที่คาดไว้ หลักประกันอาจไม่พอจนถูกบังคับปิดสถานะ และเมื่อการปิดสถานะไปในทิศทางเดียวกันจำนวนมาก ก็จะยิ่งซ้ำเติมราคาสปอตให้ร่วงลงหนักขึ้น
กระแสเงินทุนก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดฟื้นตัวช้าลง กองทุน ETP บิตคอยน์แบบสปอตดึงเม็ดเงินเข้ามารวม 60,000 ล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมกราคม 2024 จนถึงเดือนตุลาคม 2025 แต่หลังจากนั้นกลับมีเงินไหลออกสุทธิมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์
ในช่วงเวลาเดียวกัน สินทรัพย์ธีม AI ดึงเงินลงทุนเข้าไปถึง 30,000 ล้านดอลลาร์ แบล็คร็อคมองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเพียงกระแสเงินทุนที่หมุนเวียนตามวัฏจักร ไม่ใช่การถอยหลังเชิงโครงสร้างของการยอมรับบิตคอยน์ในระดับสถาบัน
CoinDesk อ้างอิงรายงานของเบิร์นสไตน์ (Bernstein) ระบุว่ากระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF บิตคอยน์ในปีนี้อ่อนแรงลง ขณะที่ความสนใจของนักลงทุนเคลื่อนย้ายไปยังสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI สะท้อนให้เห็นว่าแม้กองทุน ETP บิตคอยน์จะกลายเป็นช่องทางให้เม็ดเงินสถาบันไหลเข้าตลาด แต่เงินทุนก็ไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป
ประเด็นสำคัญที่ผู้อ่านควรทราบคือ เม็ดเงินสถาบันที่ขยายตัวขึ้นหลังการเปิดตัว ETF สปอตในสหรัฐฯ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกพยุงราคาเพียงอย่างเดียวเสมอไป สอดคล้องกับรายงานก่อนหน้านี้ที่แบล็คร็อคมองว่าการปรับฐาน 50% ของบิตคอยน์เกิดจากการคลี่คลายเลเวอเรจ โดยรายงานฉบับล่าสุดนี้ได้รวมทั้งกองทุน ETP กลยุทธ์การเงินของบริษัท และการแข่งขันกับธีม AI เข้าไว้ด้วยกันเพื่ออธิบายสาเหตุของการปรับฐานครั้งนี้
ในการวิเคราะห์ระยะยาว แบล็คร็อคระบุว่า BTC มีความสัมพันธ์ต่ำกับสินทรัพย์เสี่ยงแบบดั้งเดิมมาโดยตลอด จากการย้อนดูข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบว่าพอร์ตแบบดั้งเดิมสัดส่วน 60 ต่อ 40 ที่เพิ่มสัดส่วน BTC เข้าไป 1-2% ให้ผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยง (risk-adjusted return) ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ดังกล่าวอ้างอิงจากข้อมูลในอดีตเท่านั้น ไม่ได้เป็นการรับประกันผลตอบแทนหรือทิศทางราคาในอนาคต และรายงานฉบับนี้ก็ไม่ได้ชี้ทิศทางราคาระยะสั้นไว้อย่างชัดเจนแต่อย่างใด
รายงานยังระบุด้วยว่าความผันผวนของ BTC มีแนวโน้มลดลงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แต่การขยายตัวของสัญญาฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุที่ใช้เลเวอเรจสูงในช่วงหลังได้เข้ามาหักล้างแนวโน้มดังกล่าวไปบางส่วน นั่นหมายความว่าแม้โครงสร้างตลาดจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่หากเลเวอเรจในตลาดอนุพันธ์ขยายตัว ความผันผวนระยะสั้นก็อาจกลับมาเพิ่มขึ้นได้อีก
มุมมองของแบล็คร็อคจึงวางอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่า การวิเคราะห์ที่ชี้ว่า BTC เป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงระยะยาว กับความเสี่ยงจากการบังคับปิดสถานะระยะสั้น สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ในตลาดเดียวกัน การปรับฐานครั้งนี้จึงกลายเป็นกรณีศึกษาสำหรับการตรวจสอบโครงสร้างตลาดที่ทำให้แรงร่วงขยายตัว มากกว่าการโฟกัสที่การร่วงของราคาเพียงอย่างเดียว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: รายงานของแบล็คร็อค, CryptoPotato, CoinDesk
ความคิดเห็น 0