คณะกรรมการการค้าที่เป็นธรรมแห่งเกาหลี (Korea Fair Trade Commission หรือ KFTC) เตรียมเปิดประชุมใหญ่พิจารณาคดี ‘ฮั้วประมูลพันธบัตรรัฐบาล’ มูลค่าประมาณ 76.2 ล้านล้านวอน ทำให้บริษัทตัวแทนจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลเกาหลี (Primary Dealer หรือ PD) เร่งเตรียมรับมือ ท่ามกลางบรรยากาศตลาดตราสารหนี้กรุงโซลที่ซบเซาในช่วงฤดูร้อน
KFTC ระบุว่า บริษัท PD จำนวน 15 แห่งมีพฤติกรรม ‘ฮั้วประมูล’ และ ‘แลกเปลี่ยนข้อมูล’ ในการประมูลพันธบัตรรัฐบาลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020 ถึงเดือนมิถุนายน 2023 ด้าน Yonhap Infomax รายงานว่า ขนาดการประมูลที่ได้รับผลกระทบจากการฮั้วอยู่ที่ประมาณ 76.2 ล้านล้านวอน
ประเด็นหลักที่เป็นข้อถกเถียงอยู่ที่ ‘เกณฑ์การคำนวณค่าปรับ’ ฝ่ายผู้ตรวจสอบของ KFTC เห็นว่าควรนับมูลค่าพันธบัตรที่ประมูลได้และซื้อขายได้เป็น ‘รายได้ที่เกี่ยวข้อง’ ซึ่งตามกฎหมายการค้าที่เป็นธรรมของเกาหลี หากถูกตัดสินว่าเป็นการละเมิดร้ายแรงมาก ค่าปรับอาจสูงถึง 20% ของรายได้ที่เกี่ยวข้อง
หากใช้เกณฑ์นี้ ค่าปรับสูงสุดอาจแตะระดับราว 15 ล้านล้านวอน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ค่าปรับที่ยืนยันแล้ว แต่เป็นตัวเลขที่คำนวณจากความเห็นของผู้ตรวจสอบและเพดานสูงสุดตามกฎหมายเท่านั้น
รายงานการตรวจสอบเป็นเอกสารที่รวบรวมความเห็นและข้อเสนอมาตรการของผู้ตรวจสอบ KFTC โดยที่ประชุมใหญ่จะพิจารณารายงานฉบับนี้ร่วมกับความเห็นของผู้ประกอบการ ก่อนตัดสินใจว่าจะลงโทษหรือไม่ และจะกำหนดขนาดค่าปรับเท่าใด ทั้งนี้ รายงานการตรวจสอบไม่มีผลผูกมัดต่อข้อสรุปสุดท้ายของคณะกรรมการ
บริษัทตัวแทนจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลทำหน้าที่เข้าร่วมประมูลพันธบัตรรัฐบาลและเสนอราคาซื้อขายในตลาดรอง ถือเป็นกลไกสร้างสภาพคล่องของตลาด เนื่องจากมีบทบาทเชิงสถาบันในการรองรับอุปสงค์ในตลาดออกพันธบัตรรัฐบาล คดีนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลงโทษบริษัทการเงินแต่ละแห่ง แต่ยังเกี่ยวโยงกับการดำเนินงานของตลาดออกพันธบัตรรัฐบาลโดยรวมด้วย
ก่อนหน้านี้ โทเคนโพสต์ (TokenPost) รายงานว่า KFTC เริ่มกระบวนการพิจารณาลงโทษกรณีสงสัยฮั้วประมูลพันธบัตรรัฐบาล โดยขณะนั้นประเด็นสำคัญก็อยู่ที่ว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลถือเป็นการฮั้วได้หรือไม่ และจะใช้เกณฑ์ใดในการคำนวณค่าปรับ
มีรายงานว่าการประชุมใหญ่น่าจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์แรกของเดือนหน้า ท่ามกลางกระแสข่าวว่ากำหนดการพิจารณาเดิมอาจมีการปรับเปลี่ยน ทำให้บริษัท PD ต้องเตรียมรับมือกันยาวนานขึ้น
บริษัท PD ต่างเดินหน้าประชุมกับสำนักงานกฎหมายและจัดประชุมภายในเพื่อวางแนวทางรับมืออย่างต่อเนื่องก่อนถึงวันประชุมใหญ่ พร้อมทั้งศึกษากรณีศึกษาในต่างประเทศและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของข้อโต้แย้งทั้งในประเด็นการฮั้วประมูลและเกณฑ์การคำนวณค่าปรับ
ดีลเลอร์ตราสารหนี้จากบริษัท PD แห่งหนึ่งเปิดเผยว่า “ช่วงนี้ต้องเดินทางไปเมืองเซจง ที่ตั้งของ KFTC บ่อยขึ้น แล้วก็มีประชุมกับสำนักงานกฎหมายบ่อยมาก ถ้าสุดท้ายต้องจ่ายค่าปรับจริง ก็ต้องมีใครสักคนรับภาระ ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นฝ่ายตราสารหนี้ ทำให้ตอนนี้กังวลกันมาก” คำพูดนี้สะท้อนว่าความไม่แน่นอนของผลการพิจารณาส่งผลกดดันต่อบุคลากรฝ่ายตราสารหนี้โดยตรง
ดีลเลอร์ตราสารหนี้จากบริษัท PD อีกแห่งกล่าวว่า “ในแง่กำไรขาดทุน ฝ่ายตราสารหนี้รู้สึกกดดันกับเรื่องค่าปรับพอสมควร ตอนนี้การลดค่าปรับให้ได้มากที่สุดสำคัญกว่าการหากำไรเพิ่มอีกไม่กี่พันล้านวอนจากการซื้อขายมาก”
เขากล่าวเสริมว่า “ช่วงนี้ทีมงานให้ความสำคัญกับการรวบรวมเอกสารและเสริมข้อโต้แย้งเพื่อป้องกันตัวมากกว่าการรับมือกับความเคลื่อนไหวของตลาด” สะท้อนว่าฝ่ายตราสารหนี้ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านกฎระเบียบมากกว่าการรับมือตลาดในช่วงนี้
ผลกระทบของคดีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ขนาดค่าปรับเท่านั้น หากค่าปรับได้ข้อสรุปแล้ว อาจส่งผลต่อกำไรขาดทุนของฝ่ายตราสารหนี้ของบริษัทการเงินที่เกี่ยวข้อง และขึ้นอยู่กับระดับการลงโทษ ความรับผิดชอบภายในองค์กรรวมถึงกลยุทธ์การเข้าร่วมประมูลในอนาคตก็อาจต้องถูกทบทวนใหม่ด้วย
มีการคาดการณ์ว่าบริษัท PD บางแห่งอาจยื่นฟ้องทางปกครองขึ้นอยู่กับผลการประชุมใหญ่ ทั้งนี้ ขั้นตอนที่ยืนยันแล้วในขณะนี้มีเพียงการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ KFTC ส่วนขนาดค่าปรับและระดับการลงโทษจะได้ข้อสรุปหลังการลงมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น
ความคิดเห็น 0