การขยายวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กลายเป็นตัวแปรใหม่ต่อทิศทางราคาบิตคอยน์(BTC) หลังมีการวิเคราะห์ว่าภาระอัตราดอกเบี้ยระยะยาวและสภาพคล่องในตลาดอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยง
สำนักข่าว CoinDesk รายงานว่า มาร์ก คอนเนอร์ส (Mark Connors) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการลงทุนของ Risk Dimensions มองว่าการขยายวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อาจเป็น 'ตัวกระตุ้น' ที่ทำให้บิตคอยน์ปรับตัวขึ้นได้ ก่อนหน้านี้คอนเนอร์สเคยประเมินว่าราคาบิตคอยน์จะซบเซาไปจนถึงก่อนเดือนพฤศจิกายน แต่ล่าสุดได้ปรับกรอบเป้าหมายราคาของรอบนี้ขึ้นเป็นช่วง 180,000-360,000 ดอลลาร์
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 19 (เวลาท้องถิ่น) ว่าจะขยายวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเพื่อสนับสนุนสภาพคล่องอย่างน้อยสองเท่า โดยเพดานซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี ต่อครั้ง จะปรับขึ้นจากเดิม 2,000 ล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ มาตรการนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน
หลังจากสกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุถึงแนวทางขยายวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว ตลาดก็เริ่มพูดถึงความเป็นไปได้ที่วงเงินอาจขยายเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต คอนเนอร์สระบุว่ามาตรการนี้มีโอกาสขยายขึ้นไปถึงระดับ 10,000-30,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนได้เช่นกัน
การซื้อคืนพันธบัตรเป็นกลไกที่รัฐบาลเข้าซื้อพันธบัตรที่ออกไปแล้วกลับคืนจากตลาด กระทรวงการคลังระบุว่าวัตถุประสงค์ของมาตรการนี้คือการสนับสนุนสภาพคล่องในกลุ่มพันธบัตรระยะยาว หากราคาพันธบัตรระยะยาวได้รับแรงหนุน ผลตอบแทน (yield) ก็มีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย
คอนเนอร์สตีความว่า หากกลไกนี้ทำงานได้จริง ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงที่เคยถูกกดดันจากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่สูง โดยบิตคอยน์ถูกจัดเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับอิทธิพลร่วมจากทั้งอัตราดอกเบี้ย สภาพคล่อง ทิศทางเงินดอลลาร์ และความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงในตลาด
อย่างไรก็ตาม การขยายวงเงินซื้อคืนพันธบัตรไม่ได้หมายความว่าราคาบิตคอยน์จะปรับขึ้นโดยอัตโนมัติ แถลงการณ์อย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เน้นย้ำเพียงเรื่องการสนับสนุนสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรระยะยาวเท่านั้น ส่วนกรอบเป้าหมาย 180,000-360,000 ดอลลาร์ไม่ใช่ตัวเลขที่กระทรวงการคลังเสนอ แต่เป็นบทวิเคราะห์ตลาดของคอนเนอร์สเอง
เงื่อนไขแรกที่คอนเนอร์สระบุว่าจะทำให้บิตคอยน์แตะระดับ 180,000 ดอลลาร์ได้คือการผ่อนคลายอัตราส่วนเลเวอเรจเสริม (Supplementary Leverage Ratio หรือ SLR) ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่กำกับสัดส่วนเงินกองทุนของธนาคารต่อความเสี่ยงรวม หากธนาคารสามารถถือครองพันธบัตรรัฐบาลได้มากขึ้น ก็อาจเปลี่ยนแปลงอุปสงค์-อุปทานพันธบัตรและทิศทางกระแสเงินทุนได้
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่า บิตคอยน์ปรับตัวขึ้นพร้อมตลาดหุ้นสหรัฐฯ จนทำจุดสูงสุดในรอบ 11 สัปดาห์ หลังกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศขยายวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว ซึ่งขณะนั้นก็มีการพูดถึงเรื่องภาระดอกเบี้ยระยะยาวที่คลี่คลายลงและความคาดหวังด้านสภาพคล่องว่าเป็นปัจจัยหนุนการปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยงเช่นกัน
ทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวยังเป็นตัวชี้วัดพื้นฐานที่นักลงทุนไทยใช้ประเมินสภาพคล่องเงินดอลลาร์และความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงด้วยเช่นกัน TokenPost เคยรายงานว่า ผลการประมูลพันธบัตรอายุ 20 ปี สะท้อนภาระด้านอุปสงค์ในตลาดพันธบัตรระยะยาว ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือมาตรการขยายซื้อคืนครั้งนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรระยะยาวได้มากน้อยเพียงใด
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในประเด็นนี้ครอบคลุมทั้งตลาดพันธบัตรและตลาดสินทรัพย์เสี่ยง กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ตั้งเป้าสนับสนุนสภาพคล่องพันธบัตรระยะยาวเป็นหลัก ขณะที่นักลงทุนในตลาดพันธบัตรจับตาอุปสงค์-อุปทานและทิศทางอัตราดอกเบี้ย ส่วนตลาดบิตคอยน์ให้ความสนใจว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำไปสู่ความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงและสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นหรือไม่
สำนักข่าว TechFlow ของจีนรายงานข่าวนี้เมื่อเวลา 01:13 น. ของวันที่ 21 ตามเวลาจีน ซึ่งตรงกับเวลา 02:13 น. ตามเวลาเกาหลีใต้ของวันเดียวกัน โดยอ้างอิงรายงานของ CoinDesk ในช่วงเวลาดังกล่าว
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ มีกำหนดประกาศรายละเอียดวงเงินซื้อคืนพันธบัตรของไตรมาสถัดไปในวันที่ 4 พฤศจิกายน ส่วนผลกระทบที่จะเกิดกับบิตคอยน์นั้นจะขึ้นอยู่กับทิศทางอัตราดอกเบี้ยระยะยาว อุปสงค์-อุปทานพันธบัตร และความคืบหน้าของการหารือเรื่องกฎเกณฑ์ SLR ในระยะต่อไป
ความคิดเห็น 0