เยนแครี่เทรด (Yen Carry Trade) กลับมาเป็นตัวแปรเชิงมหภาคที่ตลาดจับตาอีกครั้ง หลังดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าและส่งผลถึงสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์(BTC) เนื่องจากเงินทุนที่กู้ยืมด้วยอัตราดอกเบี้ยเยนต่ำกระจายอยู่ทั้งในตลาดเงินตราต่างประเทศ หุ้น และคริปโต ความกังวลจึงเพิ่มขึ้นว่าหากเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว การเลิกโพซิชันอาจเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายตลาด
ธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ) แถลงนโยบายการเงินเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ข้ามคืนแบบไม่มีหลักประกันไว้ที่ราว 1.0% ขณะที่กระทรวงการคลังญี่ปุ่นแถลงเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมว่าได้เข้าแทรกแซงตลาดด้วยการซื้อเงินเยนร่วมกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พร้อมระบุว่าไม่ปิดโอกาสสำหรับการแทรกแซงร่วมเพิ่มเติมในอนาคต
แครี่เทรดคือกลยุทธ์การกู้ยืมเงินสกุลที่มีดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนสูงกว่า เมื่อเยนอ่อนค่า ต้นทุนการกู้ยืมและอัตราแลกเปลี่ยนจะเอื้อต่อกลยุทธ์นี้ แต่หากเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว นักลงทุนมักต้องเลิกโพซิชันพร้อมกันเพื่อจำกัดผลขาดทุน
การแทรกแซงของทางการญี่ปุ่นในรอบนี้สะท้อนให้เห็น'จุดอ่อน'ของโครงสร้างดังกล่าวอีกครั้ง เพราะการเข้าซื้อเงินเยนแม้จะช่วยพลิกทิศทางค่าเงินที่อ่อนค่าอยู่ได้ แต่ในเวลาเดียวกันก็สร้างแรงกดดันให้นักลงทุนที่ถือโพซิชันกู้ยืมเยนต้องปิดสถานะ
Investing.com รายงานเมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ว่าดอลลาร์สหรัฐยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน ขณะที่เงินเยนซื้อขายอยู่ที่ 159.25 เยนต่อดอลลาร์ โดยระบุว่าการขยายวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะเป็นปัจจัยกดดันดอลลาร์ ซึ่งดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นความต้องการทองคำและบิตคอยน์
อย่างไรก็ตาม การตีความของตลาดคริปโตไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียว CoinDesk รายงานว่าหลังการแทรกแซงร่วมระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ต่อเยนปรับลดลงจากระดับราว 164 เยนมาอยู่ที่ 156.5 เยน แต่บิตคอยน์กลับค่อนข้าง'ทรงตัว'อยู่เหนือระดับ 63,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 87.26 ล้านวอน)
รายงานเดียวกันยังระบุว่าค่าสหสัมพันธ์ระหว่างบิตคอยน์กับอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ต่อเยนในรอบ 52 สัปดาห์ล่าสุดลดลงไปอยู่ที่ -0.90 ซึ่งเป็นการตีความว่าดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นอาจเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อบิตคอยน์มากกว่าการเลิกโพซิชันเยนแครี่เทรด
สอดคล้องกับการตีความของตลาดที่มองว่าปฏิกิริยาระยะสั้นของบิตคอยน์หลังการแทรกแซงร่วมของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นค่อนข้างจำกัด หากประเด็นในครั้งนั้นอยู่ที่ปฏิกิริยาระยะสั้นของบิตคอยน์ทันทีหลังการแทรกแซงร่วม ในรอบนี้ประเด็นได้ขยับไปสู่การตีความสภาพคล่องของสินทรัพย์เสี่ยงจากดอลลาร์ที่อ่อนค่าและความผันผวนของเยน
ทิศทางที่อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ต่อเยนกลับขึ้นมาอยู่ที่ระดับราว 159 เยนอีกครั้ง ก็เป็นอีกปัจจัยที่ตอกย้ำความกังวลเดิม โดยมีรายงานจากตลาดว่าแม้จะผ่านการแทรกแซงร่วมไปแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนก็ยังกลับมาอยู่ที่ระดับราว 159 เยน
WSAU รายงานเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมว่านักลงทุนบางส่วนกำลังพิจารณาใช้เงินฟรังก์สวิสแทนเงินเยนเป็นสกุลเงินสำหรับระดมทุนในการทำแครี่เทรด
เงินฟรังก์สวิสถูกกล่าวถึงในฐานะทางเลือก เนื่องจากมีความผันผวนต่ำและอัตราดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่เงินเยนยังมีความเสี่ยงจากการแทรกแซงของทางการและความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยเป็นแรงกดดัน ทำให้มีการวิเคราะห์ว่าศูนย์กลางของสกุลเงินที่ใช้ระดมทุนอาจย้ายไปบางส่วน
ข้อมูลสถิติการแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศรายเดือนของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ระบุยอดการแทรกแซงในช่วงวันที่ 29 มิถุนายนถึง 29 กรกฎาคมไว้ที่ 0 เยน ซึ่งการแทรกแซงเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมอยู่นอกช่วงเวลาที่สถิตินี้ครอบคลุม จึงยังไม่สามารถใช้ตัวเลขนี้สรุปขนาดของการแทรกแซงทั้งหมดได้
บรรยากาศในตลาดตอนนี้ไม่ได้มองว่าเยนแครี่เทรด'สิ้นสุด'ลงแล้ว แต่เป็นการจับตาว่าหากเยนแข็งค่าขึ้นอีก โพซิชันใดจะถูกเลิกก่อน เพราะแรงกดดันการเลิกโพซิชันที่เริ่มจากตลาดเงินตราต่างประเทศอาจลามไปถึงหุ้น พันธบัตร และคริปโต
ทั้งนี้ ด้วยข้อมูลที่ยืนยันได้ในขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าบิตคอยน์ได้รับผลกระทบทันที ความเสี่ยงจากการเลิกโพซิชันหากเยนพุ่งแรงยังคงมีอยู่ แต่ในช่วงหลังตลาดเริ่มนำทิศทางของดอลลาร์และอุปสงค์-อุปทานพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มาประกอบการอธิบายราคาบิตคอยน์มากขึ้นด้วยเช่นกัน
ความคิดเห็น 0