เงินทองคำจากรัสเซียไหลเข้าฮ่องกงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าเส้นทางการซื้อขายทองคำโลกหลังมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกกำลังเปลี่ยนไปทางเอเชียตะวันออกอย่างชัดเจน ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ 'ราคาทองคำ' แต่อยู่ที่ความเสี่ยงด้านมาตรการคว่ำบาตรในระบบชำระเงิน การเก็บรักษา และเครือข่ายการถลุง-ขนส่งทองคำ
สำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์ (Interfax) รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลสถิติของฮ่องกงว่า ปี 2025 รัสเซียส่งออกทองคำไปฮ่องกงรวม 92.1 ตัน เพิ่มขึ้น 42% จากปีก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่า 8.2 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 1.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 14.175 ล้านล้านวอน) ขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่นำเข้าทองคำจากรัสเซียในปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 15 เท่า อยู่ที่ 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.455 ล้านล้านวอน) โดยปริมาณส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในไตรมาสที่ 4
ไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) รายงานว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026 ทองคำจากรัสเซียที่ไหลเข้าฮ่องกงมีปริมาณเกือบ 100 ตัน สูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2025 ถึง 3 เท่า และระบุว่านับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา บริษัทในฮ่องกงซื้อทองคำจากรัสเซียไปแล้วรวมมูลค่าประมาณ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 47.25 ล้านล้านวอน)
เส้นทาง 'อ้อม' ของทองคำรัสเซียเริ่มชัดเจนขึ้นหลังชาติตะวันตกเข้มงวดมาตรการคว่ำบาตรตั้งแต่ปี 2022 สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศสหรัฐฯ (OFAC) ระบุในเอกสารปรับปรุงเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2023 ว่าห้ามนำเข้าทองคำที่มีแหล่งกำเนิดจากรัสเซียเข้าสู่สหรัฐฯ แต่ยกเว้นทองคำที่อยู่นอกรัสเซียก่อนวันที่ 28 มิถุนายน 2022
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2024 ว่า สถาบันการเงินต่างชาติที่ทำธุรกรรมกับ 'เศรษฐกิจสงคราม' ของรัสเซียมีความเสี่ยงจะถูกคว่ำบาตรรอบสอง (secondary sanctions) เพิ่มขึ้น พร้อมระบุว่าเครือข่ายข้ามพรมแดนที่ฟอกทองคำจากผู้ผลิตทองคำรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตรก็เป็นเป้าหมายมาตรการเช่นกัน
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า สหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรบริษัทในฮ่องกงหลายแห่ง รวมถึง VPower Finance Security โดยกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนการซื้อขายทองคำรัสเซีย กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าเงินจากการขายทองคำรัสเซียถูกแปลงเป็นเงินตราและสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านบริษัทในฮ่องกงและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้านสมาคมตลาดทองคำลอนดอน (LBMA) ประกาศเพิกถอนสถานะสมาชิกของ VPower Finance Security ทันที
ความเสี่ยงด้านมาตรการคว่ำบาตรในธุรกิจทองคำไม่ได้จบแค่การเคลื่อนย้ายทองคำแท่งทางกายภาพ เพราะการซื้อขายทองคำทั่วไปเกี่ยวพันทั้งผู้ขาย ผู้ซื้อ บริษัทขนส่งและจัดเก็บ โรงถลุง ธนาคาร และหน่วยงานชำระเงิน หากทองคำจากแหล่งกำเนิดใดถูกคว่ำบาตร ปัญหาจะลามไปถึงเส้นทางโลจิสติกส์ การชำระเงิน การดูแลบัญชี ไปจนถึงการตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
ในทางกลับกัน ฮ่องกงเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานตลาดทองคำของตัวเอง รัฐบาลฮ่องกงเริ่มทดลองใช้ระบบหักบัญชีและชำระราคาทองคำแบบรวมศูนย์ (central clearing and settlement) ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2026 ระบบนี้รองรับการซื้อขาย หักบัญชี และชำระราคาทั้งธุรกรรมแบบทวิภาคีและการซื้อขายทองคำนอกตลาด (OTC) โดยยอดคงเหลือทองคำจะถือครองและชำระในรูปแบบ 'ไม่จัดสรรเฉพาะเจาะจง' (unallocated) พร้อมกันนี้รัฐบาลฮ่องกงยังเสนอแผนเชื่อมโยงการส่งมอบทองคำ (Delivery Connect) กับตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Gold Exchange) ระบบราคาอ้างอิง HAU และแผนขยายศักยภาพการจัดเก็บทองคำ
การชำระราคาทองคำแบบ 'ไม่จัดสรรเฉพาะเจาะจง' คือการชำระด้วยยอดคงเหลือในบัญชีโดยไม่ระบุตัวทองคำแท่งเป็นรายชิ้น วิธีนี้ช่วยลดต้นทุนการเก็บรักษาและโอนย้ายทองคำจริง แต่หากขั้นตอนตรวจสอบคู่ค้าและแหล่งที่มาของทองคำหย่อนลง ภาระด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (compliance) ก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
รัฐบาลฮ่องกงระบุในเอกสารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ว่าตั้งเป้าขยายศักยภาพการจัดเก็บทองคำให้เกิน 2,000 ตันภายใน 3 ปี ตามแนวคิดที่จะผลักดันฮ่องกงให้เป็นทั้งศูนย์กลางการซื้อขายทองคำระดับนานาชาติและศูนย์สำรองทองคำประจำภูมิภาค
สภาพแวดล้อมเชิงสถาบันของฮ่องกงก็เอื้อต่อการเคลื่อนย้ายทองคำเช่นกัน กรมการค้าและอุตสาหกรรมฮ่องกงระบุว่าฮ่องกงเป็น 'ท่าเรือการค้าเสรี' ที่ไม่เก็บภาษีนำเข้า-ส่งออก ขณะที่กรมสำมะโนและสถิติฮ่องกงระบุว่าทองคำแท่งที่มีความบริสุทธิ์ตั้งแต่ 995.0 ขึ้นไปได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการสำแดง
ยังไม่พบข้อกำหนดที่เปิดเผยต่อสาธารณะว่าฮ่องกงห้ามซื้อขายทองคำจากรัสเซียเป็นการเฉพาะ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการซื้อขายจะไม่มีข้อจำกัดใดๆ เพราะธนาคาร โรงถลุง และบริษัทขนส่งที่เชื่อมโยงกับระบบการเงินสหรัฐฯ ยังต้องพิจารณาความเสี่ยงด้านมาตรการคว่ำบาตรรอบสองและกฎหมายป้องกันการฟอกเงินไปพร้อมกัน
รายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และรอยเตอร์ระบุว่า เงินจากการขายทองคำรัสเซียบางส่วนถูกแปลงเป็นเงินตราและสินทรัพย์ดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของประเด็นนี้ต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) ยังต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม สิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนในตอนนี้ไม่ใช่ทิศทางราคาทองคำ แต่เป็นคำถามว่าเส้นทางการชำระเงินและจัดเก็บทองคำรัสเซียกำลังย้ายไปที่ไหน และสถาบันการเงินใดต้องแบกรับความเสี่ยงด้านมาตรการคว่ำบาตร
ขณะที่รัฐบาลฮ่องกงเดินหน้าทดลองระบบหักบัญชีและชำระราคาทองคำแบบรวมศูนย์ พร้อมขยายศักยภาพการจัดเก็บ สหรัฐฯ ก็ยังคงเตือนความเสี่ยงด้านมาตรการคว่ำบาตรต่อสถาบันการเงินต่างชาติที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสงครามของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง เมื่อศูนย์กลางการซื้อขายทองคำโลกเคลื่อนตัว ธนาคาร บริษัทขนส่ง และโรงถลุงที่ผ่านฮ่องกงจึงต้องชั่งน้ำหนักภาระตรวจสอบด้านมาตรการคว่ำบาตรรอบสองและการป้องกันฟอกเงินไปพร้อมกัน
ความคิดเห็น 0