บลูมเอนเนอร์จี(Bloom Energy·BE) กลับมาเป็นที่จับตาของตลาดอีกครั้ง หลังมีกำหนดเข้าคำนวณในดัชนีเอสแอนด์พี 500 (S&P 500) ในไม่ช้า พร้อมกับกระแสข่าวการซื้อหุ้นของครอบครัวแนนซี เพโลซี(Nancy Pelosi) อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ที่ถูกเปิดเผยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประเด็นที่ถูกพูดถึงไม่ได้มีแค่ตัวธุรกรรมเอง แต่ยังรวมถึงช่วงเวลาห่างระหว่างวันที่ซื้อขายจริงกับวันที่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และผลประกอบการที่ดีขึ้นจากความต้องการไฟฟ้าในศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ฐานข้อมูลรวบรวมรายงานการเปิดเผยทรัพย์สินสาธารณะระบุว่า บัญชีของคู่สมรสเพโลซีเข้าซื้อหุ้นและคอลออปชันของบลูมเอนเนอร์จีเมื่อวันที่ 24 และ 28 กรกฎาคม ก่อนถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม สื่อตลาดหลายแห่งสรุปรายละเอียดว่า วันที่ 24 กรกฎาคม มีการซื้อหุ้นสามัญ 10,000 หุ้น พร้อมคอลออปชันอายุถึงเดือนมิถุนายน 2027 ราคาใช้สิทธิ 100 ดอลลาร์ จำนวน 100 สัญญา และวันที่ 28 กรกฎาคม ซื้อหุ้นสามัญเพิ่มอีก 5,000 หุ้น พร้อมคอลออปชันเงื่อนไขเดียวกันอีก 100 สัญญา
เมื่อคิดตามช่วงมูลค่าที่กฎหมายกำหนดให้เปิดเผย พอร์ตการลงทุนในบลูมเอนเนอร์จีทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 3-12 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ กฎการเปิดเผยข้อมูลของสภาคองเกรสสหรัฐฯ กำหนดให้รายงานมูลค่าธุรกรรมเป็น ‘ช่วง’ เท่านั้น จึงไม่สามารถระบุราคาซื้อขายจริงหรือยอดเงินลงทุนที่แน่นอนได้จากเอกสารเปิดเผยเพียงอย่างเดียว
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานกรณีครอบครัวเพโลซีซื้อหุ้นบลูมเอนเนอร์จีจำนวน 15,000 หุ้น พร้อมคอลออปชัน 200 สัญญามาแล้ว ประเด็นล่าสุดนี้จึงถือเป็นความเคลื่อนไหวต่อเนื่องที่กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง หลังกำหนดการเข้าคำนวณดัชนีของบลูมเอนเนอร์จีได้ข้อสรุปชัดเจน
ประเด็นถกเถียงหลักอยู่ที่รูปแบบการเปิดเผยธุรกรรมหุ้นของครอบครัวนักการเมืองต่อสาธารณะ คณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กำหนดให้สมาชิกสภาและผู้เกี่ยวข้องต้องยื่นรายงานทรัพย์สินประจำปีและรายงานธุรกรรมหุ้นเป็นระยะต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
โครงสร้างนี้ทำให้เกิดช่องว่างเวลาระหว่างวันที่ทำธุรกรรมจริงกับวันที่ตลาดรับทราบข้อมูลที่เปิดเผย กรณีบลูมเอนเนอร์จีก็เช่นกัน ธุรกรรมที่เกิดขึ้นช่วงปลายเดือนกรกฎาคมเพิ่งถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ทำให้ช่องว่างดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นวิพากษ์วิจารณ์เป็นประเด็นแรก
อย่างไรก็ตาม ความสนใจที่มีต่อบลูมเอนเนอร์จีไม่ได้มาจากประเด็นการเปิดเผยข้อมูลเพียงอย่างเดียว บริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ว่ามีรายได้ 1,065 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รายได้รายไตรมาสทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่รายได้ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าอยู่ที่ 401.24 ล้านดอลลาร์ บริษัทยังปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้รวมทั้งปีงบประมาณ 2026 เป็นช่วง 3,900-4,200 ล้านดอลลาร์
เคอาร์ ศรีดาร์(KR Sridhar) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บลูมเอนเนอร์จี กล่าวในเอกสารผลประกอบการไตรมาส 2 ว่า “ผู้ให้บริการไฮเปอร์สเกลรายใหญ่ของสหรัฐฯ รวมถึงผู้ให้บริการนีโอคลาวด์ ห้องปฏิบัติการวิจัยด้าน AI และผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลแบบโคโลเคชันในสหรัฐฯ อีกกว่า 12 ราย ได้ตรวจสอบและอนุมัติโซลูชันพลังงานสำหรับ ‘โรงงาน AI’ ของเราแล้ว” คำกล่าวนี้ถูกนำไปตีความว่าธุรกิจพลังงานแบบออนไซต์ของบลูมเอนเนอร์จีเชื่อมโยงโดยตรงกับกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI
ศูนย์ข้อมูล AI ต้องเดินเครื่องอุปกรณ์ประมวลผลขนาดใหญ่และระบบระบายความร้อนอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจัดหาพลังงานไฟฟ้าเป็นตัวแปรสำคัญ โซลูชันพลังงานออนไซต์บนพื้นฐานเซลล์เชื้อเพลิงของบลูมเอนเนอร์จีจึงถูกนักลงทุนตีความว่าตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวโดยตรง
เอสแอนด์พี ดาวโจนส์ อินดิเซส (S&P Dow Jones Indices) ประกาศเมื่อวันที่ 4 กันยายนว่า จะนำบลูมเอนเนอร์จีเข้าคำนวณในดัชนีเอสแอนด์พี 500 ก่อนตลาดเปิดทำการวันที่ 21 กันยายนนี้ พร้อมกันนี้ มอลสัน คูร์ส เบเวอเรจ(Molson Coors Beverage·TAP) จะถูกถอดออกจากดัชนีเดียวกัน
โดยทั่วไป การเข้าคำนวณดัชนีมักสร้างความคาดหวังว่าจะมีแรงซื้อจากกองทุนที่ลงทุนตามดัชนีและสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่มีข้อสรุปตายตัวว่าราคาหุ้นหลังเข้าดัชนีจริงจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป
ความเคลื่อนไหวของนักลงทุนรายย่อยก็เปลี่ยนไปเช่นกัน สต็อกทวิตส์(Stocktwits) รายงานเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมว่า ความรู้สึกของนักลงทุนรายย่อยต่อบลูมเอนเนอร์จีเปลี่ยนจาก ‘เชิงลบ’ เป็น ‘เชิงบวก’ ภายใน 24 ชั่วโมง ขณะที่ปริมาณข้อความก็เพิ่มจากระดับ ‘ต่ำ’ เป็น ‘ปานกลาง’
ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน สื่อเดียวกันรายงานว่าความรู้สึกของนักลงทุนต่อบลูมเอนเนอร์จีและอินเทล(Intel·INTC) อยู่ในระดับ ‘เป็นกลาง’ และปริมาณข้อความอยู่ในระดับ ‘ต่ำ’ สะท้อนว่าบรรยากาศในกระดานสนทนานักลงทุนรายย่อยเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลาสั้นๆ
ฝ่ายแนนซี เพโลซียืนยันมาโดยตลอดว่าตนเองไม่ได้ถือหุ้นเป็นการส่วนตัว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อขายของคู่สมรส เพโลซียังเคยแสดงจุดยืนสนับสนุนการห้ามสมาชิกสภาคองเกรสซื้อขายหุ้นเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมาด้วย
จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะในขณะนี้ ยังไม่มีการยืนยันว่าธุรกรรมดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายแต่อย่างใด ส่วนการเข้าคำนวณดัชนีเอสแอนด์พี 500 ของบลูมเอนเนอร์จีมีกำหนดมีผลก่อนตลาดเปิดทำการวันที่ 21 กันยายนนี้
ความคิดเห็น 0