บิตคอยน์(BTC) กลับมาทดสอบระดับ 82,000 ดอลลาร์อีกครั้งในช่วงต้นเดือนกันยายน ก่อนจะร่วงลงต่ำกว่า 80,000 ดอลลาร์ ทำให้ตลาดต้องประเมินแรงหนุนของการดีดตัวระยะสั้นอีกครั้ง ฝั่งเลเวอเรจในตลาดฟิวเจอร์สพุ่งขึ้นก่อนแล้วค่อยแผ่วลง ขณะที่ตัวชี้วัดฝั่งนักขุดยังไม่ส่งสัญญาณเทขายอย่างชัดเจน
AMBCrypto รายงานว่าการที่ BTC ทดสอบระดับ 82,000 ดอลลาร์แล้วร่วงกลับ ต้องมองควบคู่กันทั้งข้อมูลเลเวอเรจและตัวชี้วัดฝั่งนักขุด ด้านแบร์รอนส์(Barron's) รายงานว่า BTC ขึ้นไปแตะ 82,164 ดอลลาร์ (ประมาณ 110.67 ล้านวอน) ก่อนปรับตัวลง 0.8% มาซื้อขายที่ 80,848 ดอลลาร์ (ประมาณ 108.9 ล้านวอน)
ฝั่งที่ดันราคาขึ้นก่อนคือตลาดฟิวเจอร์ส ไม่ใช่ตลาดสปอต คอยน์เนส(Coinness) อ้างอิงการวิเคราะห์ของดาร์กโพสต์(Darkfost) ผู้เขียนบทความให้คริปโตควอนท์(CryptoQuant) ระบุว่ายอดสัญญาคงค้าง(Open Interest) ของ BTC บนไบแนนซ์(Binance) เพิ่มขึ้นราว 8% ภายใน 24 ชั่วโมงบริเวณระดับ 82,000 ดอลลาร์ จนทะลุ 10,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 13.47 ล้านล้านวอน) โดยยอดสัญญาคงค้างคิดเป็น BTC อยู่ที่ 125,830 BTC และสัดส่วนของไบแนนซ์อยู่ที่มากกว่า 37% ของทั้งตลาด
ยอดสัญญาคงค้างที่เพิ่มขึ้น หมายถึงขนาดสัญญาฟิวเจอร์สที่ยังไม่ปิดสถานะมีมากขึ้น แต่เมื่อราคาปรับขึ้น มูลค่าสถานะเดิมที่คิดเป็นดอลลาร์ก็ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียวจึงยังสรุปไม่ได้ว่ามีแรงซื้อสปอตใหม่เข้ามาจริง
ดาร์กโพสต์มองว่ายอดสัญญาคงค้างที่เพิ่มขึ้นสะท้อนทั้งมูลค่าสถานะที่โตขึ้นตามราคาและเงินเก็งกำไรใหม่ที่ไหลเข้าไปพร้อมกัน เขาอธิบายว่าแรงซื้อในตลาดฟิวเจอร์สอาจหนุนราคาระยะสั้นได้ แต่หากต้องการให้แนวโน้มยืนระยะ จำเป็นต้องเห็นแรงซื้อจากฝั่งนักลงทุนสปอตเข้ามาด้วย
ตัวชี้วัดฝั่งนักขุดกลับส่งสัญญาณอีกแบบ AMBCrypto ระบุดัชนีสถานะนักขุด(Miner Position Index หรือ MPI) อยู่ที่ -0.036 ซึ่งคริปโตควอนท์อธิบายว่ายิ่งค่า MPI ต่ำหรือติดลบมากเท่าไหร่ ยิ่งหมายถึงแรงกดดันจากการเทขายของนักขุดที่อ่อนกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
อย่างไรก็ตาม ปริมาณเหรียญที่ย้ายจากกระเป๋านักขุดไปยังกระดานเทรดอาจเป็นเพียงการโอนภายในก็ได้ ตัวเลขเงินไหลเข้ากระดานเทรดจึงไม่ได้แปลว่ามีการเทขายจริงเสมอไป การเคลื่อนย้ายกระเป๋าเงินกับการเทขายจริงจึงต้องแยกพิจารณา
ความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับที่โตเกนโพสต์(TokenPost) เคยรายงานก่อนหน้านี้ว่าสัญญาอนุพันธ์มีส่วนขยายความผันผวนของราคาบิตคอยน์ ซึ่งขณะนั้นก็มีการชี้ว่าสถานะเลเวอเรจมีผลต่อราคามากกว่าแรงซื้อสปอตในบางช่วง
ทิศทางยอดคงเหลือในกระเป๋านักขุดล่าสุดก็ควรมองในบริบทเดียวกัน โตเกนโพสต์เคยรายงานว่าปริมาณ BTC ที่นักขุดถือครองเพิ่มขึ้น 261 BTC ในรอบหนึ่งสัปดาห์ พร้อมทั้งระบุว่าการเปลี่ยนแปลงยอดคงเหลือในกระเป๋าเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถชี้ชัดทิศทางการเทขายหรือทิศทางราคาได้
ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคก็มีผลต่อทิศทางของ BTC เช่นกัน รอยเตอร์(Reuters) รายงานว่า BTC ขึ้นไปแตะ 82,272.31 ดอลลาร์ (ประมาณ 110.82 ล้านวอน) เมื่อวันที่ 4 กันยายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดใหม่นับตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม โดยระบุว่าการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขยายการซื้อพันธบัตรระยะยาว ประกอบกับเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าการเทรดแบบ 'ดีเบสเมนต์'(debasement trade)
หลังจากนั้น ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งทำให้ความคาดหวังเรื่องอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป ส่งผลให้ BTC ร่วงกลับลงมาด้วย ฟอร์บส์(Forbes) และสื่อในเครือ Investing.com นำเสนอมุมมองว่าการปรับฐานครั้งนี้ใกล้เคียงกับการปรับสถานะเลเวอเรจมากกว่าจะเป็นสัญญาณโครงสร้างตลาดพังทลาย
ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เดอะบล็อก(The Block) รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากบิทไวส์(Bitwise) ว่าค่าสหสัมพันธ์ 90 วันระหว่าง BTC กับทองคำขึ้นไปสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 ด้าน AMBCrypto ระบุว่าค่าสหสัมพันธ์ 90 วันระหว่าง BTC กับทองคำอยู่ที่ราว +0.50 ส่วนค่าสหสัมพันธ์กับดัชนีแนสแด็ก 100(Nasdaq 100) อยู่ที่ราว +0.30
การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ที่ AMBCrypto และเดอะบล็อกรายงาน หนุนมุมมองที่มองว่า BTC เป็นสินทรัพย์หายากมากกว่าจะเป็นหุ้นเทคโนโลยีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม เดอะบล็อกอ้างอิงการวิเคราะห์ของกลาสโหนด(Glassnode) ระบุว่าภาวะที่ตลาดคริปโตแยกทิศทาง(decoupling)จากตลาดหุ้นในช่วงที่มีการเทขายพันธบัตรนั้น ในอดีตบางครั้งก็อยู่ได้ไม่นาน
สิ่งที่ผู้เล่นในตลาดต้องติดตามคือความสมดุลระหว่างแรงซื้อสปอตกับเลเวอเรจ การวิเคราะห์ของดาร์กโพสต์ที่คอยน์เนสนำเสนอ สรุปใจความว่าแรงซื้อในตลาดฟิวเจอร์สอาจหนุนราคาระยะสั้นได้ แต่การที่แนวโน้มจะไปต่อได้นั้น ต้องเห็นแรงซื้อจากฝั่งสปอตเข้ามายืนยันด้วย
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือ BTC แสดงให้เห็นแรงกดดันจากฝั่งเลเวอเรจในช่วงราคา 82,000 ดอลลาร์ ขณะที่แรงกดดันจากการเทขายของนักขุดยังอยู่ในระดับกลางๆ ตามตัวชี้วัด ตลาดจะได้ทบทวนความคาดหวังเรื่องอัตราดอกเบี้ยและแรงซื้อสปอตอีกครั้งหลังผ่านช่วงตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคสหรัฐฯ(CPI)วันที่ 11 กันยายน และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ(FOMC)วันที่ 16 กันยายน
ความคิดเห็น 0