เครือข่ายบิตเทนเซอร์(Bittensor) ซับเน็ต 61 (SN61) ที่ชื่อ 'RedTeam' ดันความแม่นยำในการตรวจจับบอทจาก 74.3% ขึ้นไปแตะ 99.5% หลังผ่านการทดสอบเชิงปรปักษ์ต่อเนื่องนาน 11 เดือน แพลตฟอร์มนี้ดำเนินการโดยอินเนอร์เวิร์กส์(Innerworks) บริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์
ตามรายงานของ Crypto Briefing เมื่อวันที่ 7 (เวลาท้องถิ่น) อินเนอร์เวิร์กส์เปิดเผยผลการทดสอบดังกล่าว
'RedTeam' เป็นแพลตฟอร์มท้าทายด้านความปลอดภัยไซเบอร์แบบกระจายศูนย์ที่เปิดตัวช่วงปลายปี 2024 กลไกทำงานคือให้นักขุด(Miner) ส่งโซลูชันความปลอดภัยที่พัฒนาบนดอกเกอร์(Docker) เข้ามาให้ระบบประเมินผลในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมไว้ ผู้ที่ทำผลงานได้ดีจะได้รับโทเคน TAO เป็นรางวัล ที่ผ่านมาแพลตฟอร์มนี้เปิดชาเลนจ์ทั้งหมด 14 รายการ ครอบคลุมสถานการณ์หลากหลาย ทั้งการเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์และการหลบเลี่ยงระบบอัตโนมัติ โดย 9 ใน 14 ชาเลนจ์ถูกแทนที่ด้วยชาเลนจ์ใหม่ หลังความยากเกินเกณฑ์ที่ตั้งไว้
ตัวเลข 99.5% เป็นผลสะสมจากการทดสอบเชิงปรปักษ์ต่อเนื่องตลอด 11 เดือน อินเนอร์เวิร์กส์ระบุว่าระบบคู่แข่งในช่วงเวลาเดียวกันมีประสิทธิภาพเฉลี่ยลดลงเหลือ 14.6% แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าเปรียบเทียบกับระบบใด วัดในช่วงเวลาใด และใช้เกณฑ์คำนวณแบบไหน
อินเนอร์เวิร์กส์ระบุว่าได้เชื่อมต่อแพลตฟอร์มนี้เข้ากับ 1inch โปรโตคอลรวบรวมสภาพคล่องดีไฟ(DeFi) และแอปพลิเคชันส่งข้อความที่มีผู้ใช้งานต่อวันมากกว่า 100 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชันระดับองค์กรอีก 5 แห่งที่อยู่ระหว่างการทดสอบ ซึ่งรวมกันมีมูลค่าตลาดกว่า 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ(ประมาณ 29.63 ล้านล้านวอน) และมีปริมาณธุรกรรมมากกว่า 1,000 ล้านรายการต่อสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่เปิดเผยกำหนดเวลานำระบบเหล่านี้ไปใช้งานจริง
บิตเทนเซอร์เป็นเครือข่ายแมชชีนเลิร์นนิงแบบกระจายศูนย์ที่ขยายซับเน็ตเฉพาะทางได้ไม่จำกัด แต่ละซับเน็ตมีโครงสร้างนักขุด-ผู้ตรวจสอบ(Validator) และระบบจูงใจด้วยโทเคนของตัวเอง 'RedTeam' ถูกมองเป็นหนึ่งในตัวอย่างแรกๆ ที่นำโครงสร้างนี้มาใช้กับงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ นักขุดในซับเน็ตนี้ทุ่มทรัพยากรคอมพิวเตอร์ไปกับการแก้โจทย์ความปลอดภัยแทนการขุดบล็อกเพื่อรับโทเคน TAO ซึ่งต่างจากการขุดแบบพิสูจน์การทำงาน(Proof-of-Work) ทั่วไป
แนวทางที่เครือข่ายกระจายศูนย์นำงานเฉพาะทางอย่างการตรวจจับบอทมาแข่งขันกันแบบนี้ ถือเป็นแนวทางที่ต่างจากบริษัทความปลอดภัยแบบรวมศูนย์ที่พัฒนาโซลูชันขึ้นเองภายในองค์กร แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากสภาพแวดล้อมทดสอบที่ควบคุมไว้ จะออกมาเหมือนกันหรือไม่เมื่อใช้งานจริงในระบบโปรดักชัน ยังต้องมีการตรวจสอบแยกต่างหาก
อินเนอร์เวิร์กส์เปิดเผยว่าขั้นต่อไปกำลังเตรียมเฟรมเวิร์กใหม่ชื่อ 'ระบบภูมิคุ้มกัน(Immune System)' เพื่อขยายขอบเขตจากการเน้นตรวจจับอย่างเดียว ไปสู่การรับมือโจมตี-ป้องกันแบบเรียลไทม์ แกนหลักคือชาเลนจ์ 'Bot Virus' ที่ให้นักขุดพัฒนาเอเจนต์เชิงปรปักษ์ ซึ่งทำหน้าที่ได้ทั้งโจมตีและป้องกันในเวลาเดียวกัน บริษัทยังประกาศแผนเสริมอีก 2 ส่วน คือ △รูปแบบการส่งงานแบบเข้ารหัสเพื่อป้องกันไม่ให้นักขุดคัดลอกโค้ดกัน และ △โครงสร้างแรงจูงใจที่ให้รางวัลกับการมีส่วนร่วมต่อเนื่อง
ด้านโมเดลเศรษฐกิจ อินเนอร์เวิร์กส์กล่าวถึงแผนซื้อคืนโทเคน(Token Buyback) โดยใช้เงินจากรายได้การให้บริการซอฟต์แวร์แบบ SaaS กำไรจากการล็อกอัป และการปล่อยโทเคนในอนาคตเป็นแหล่งทุน แต่ยังไม่เปิดเผยกำหนดเวลาเปิดตัวที่ชัดเจนของทั้งระบบภูมิคุ้มกันและชาเลนจ์ Bot Virus รวมถึงขนาดและช่วงเวลาของการซื้อคืนโทเคน
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีปฏิกิริยาจากชุมชนบิตเทนเซอร์หรือวงการความปลอดภัยไซเบอร์ต่อการประกาศครั้งนี้ ฝั่งพันธมิตรที่ร่วมเชื่อมต่อระบบอย่าง 1inch ก็ยังไม่มีการแถลงแยกออกมาเช่นกัน
ตัวเลข 99.5% เป็นผลจากสภาพแวดล้อมทดลองที่ควบคุมไว้ ประสิทธิภาพจริงในระบบโปรดักชันหรือสถานการณ์โจมตีแบบเรียลไทม์ยังไม่มีการยืนยัน ส่วนกรณีการเชื่อมต่อกับ 1inch และแอปอื่นๆ ก็ยังอยู่ในขั้นทดสอบหรือเชื่อมต่อเบื้องต้นเท่านั้น
อินเนอร์เวิร์กส์ยังไม่เปิดเผยกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการของระบบภูมิคุ้มกันและชาเลนจ์ Bot Virus รวมถึงขนาดของแผนซื้อคืนโทเคน ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือแอปพลิเคชันระดับองค์กรทั้ง 5 แห่งที่บริษัทประกาศไว้จะเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้งานจริงหรือไม่
ความคิดเห็น 0