ปัญหาการขาดแคลนชิปเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกอาจเป็นตัวถ่วงที่ทำให้การขยายดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการแพร่หลายของเทคโนโลยีนี้ 'ช้าลงกว่าที่ควร' ขณะที่กระแสวิตกเรื่องฟองสบู่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI ในตลาดถูกมองว่าเกินจริงไปมาก
เรอเน ฮาส (Rene Haas) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของอาร์ม โฮลดิ้งส์ (Arm Holdings, ARM) ให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ 'Big Boss Interview' ของ BBC เมื่อวันที่ 8 (เวลาท้องถิ่น) ว่า "AI จะช่วยค้นพบวิธีรักษามะเร็งที่มนุษย์ทำไม่สำเร็จมาตลอดชีวิต" และเชื่อว่า "ภายในยุคของเรา AI จะเข้ามาช่วยเรื่องการรักษาโรคมะเร็งได้จริง" คำกล่าวนี้สะท้อนมุมมองว่า AI อาจขยายขอบเขตของการวิจัยทางการแพทย์ให้กว้างกว่าที่มนุษย์เคยทำได้
อย่างไรก็ตาม ฮาสระบุว่าอุปสรรคใหญ่ที่สุดของการพิชิตโรคร้ายด้วย AI และการพัฒนาเทคโนโลยีโดยรวม คือปัญหาการขาดแคลนชิปที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยยกตัวอย่างแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ และฝรั่งเศส รวมถึงแนวคิดการส่งดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นไปโคจรในอวกาศ พร้อมกล่าวว่า "ก่อนจะคิดเรื่องส่งดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นอวกาศ เราต้องสร้าง 'แฟบ' หรือโรงงานผลิตชิปให้มากกว่านี้ก่อน เพราะตอนนี้เราอยู่ในสภาวะที่อุปทานถูกจำกัดอย่างเต็มรูปแบบ"
คำว่า 'แฟบ' หมายถึงโรงงานที่ผลิตเซมิคอนดักเตอร์จริง แม้ความต้องการชิปสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ถ้าฐานการผลิตทั้งเวเฟอร์ การแพ็กเกจจิ้ง และหน่วยความจำไม่ขยายตามไปด้วย ก็อาจทำให้ความเร็วของการวิจัยและการให้บริการต่าง ๆ ชะลอตัวลง
ต่อกระแสความกังวลเรื่องฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI ฮาสมองต่างออกไป โดยกล่าวว่า "ความต้องการ AI ในระยะยาวยังแข็งแกร่งมาก กระแสฟองสบู่ที่บางฝ่ายพูดถึงนั้นเกินจริงไปพอสมควร" ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่าประเด็นถกเถียงเรื่องฟองสบู่จากการลงทุนขยายตัวด้าน AI ได้ลามไปถึงกลุ่มซอฟต์แวร์ เงิน และเซมิคอนดักเตอร์ แต่ฮาสยืนยันว่าตัวเขาเองไม่เชื่อว่าความต้องการ AI จะอ่อนแรงลงจริง ความคิดเห็นนี้เป็นการประเมินความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ไม่ใช่การฟันธงว่าราคาหุ้นเทคโนโลยีจะขึ้นหรือลง
ฮาสยังพูดถึงจุดแข็งของอาร์มในด้านเทคโนโลยีประหยัดพลังงานและธุรกิจชิปของตัวเอง โดยระบุว่าดาต้าเซ็นเตอร์ AI ทั่วโลกราวครึ่งหนึ่งเลือกใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงของอาร์ม
ชิป 'AGI' ของอาร์มที่พัฒนาขึ้นตามคำขอของเมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms, META) มียอดความต้องการรวมมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.69 ล้านล้านวอน) นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยชิป AGI ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) ในดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ
ในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ AI ปัจจัยแข่งขันสำคัญไม่ได้มีแค่ประสิทธิภาพการประมวลผล แต่ยังรวมถึงความประหยัดพลังงานและกำลังการผลิตด้วย ความต้องการของบริษัทออกแบบชิปจะแปลงเป็นยอดส่งมอบจริงได้ ก็ต่อเมื่อสามารถล็อกซัพพลายเชนทั้งการผลิต การแพ็กเกจจิ้ง และหน่วยความจำไว้ได้ครบ
ฮาสยังคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ AI จะผสานเข้ากับหุ่นยนต์ โดยมองว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะแพร่หลายมากขึ้น และภายใน 10 ปี หุ่นยนต์ที่เรียนรู้ด้วยตัวเองจะถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมทั้งการผลิต งานทำความสะอาด และงานรักษาความปลอดภัย
เขากล่าวว่า "ด้วย AI หุ่นยนต์จะสามารถมองเห็น เรียนรู้ และรีโปรแกรมตัวเองให้เข้ากับงานใหม่ ๆ ได้" แต่ก็เสริมว่า "มุมมองที่ว่าเครื่องจักรจะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ทั้งหมดนั้นค่อนข้างเกินจริง" คำพูดนี้สะท้อนว่าฮาสมองเห็นทั้งโอกาสของเทคโนโลยีและความกังวลเรื่องการแทนที่แรงงานไปพร้อมกัน
ส่วนแนวคิดของรัฐบาลอังกฤษที่ต้องการลดการพึ่งพาทีเอสเอ็มซี (TSMC) จากไต้หวัน ด้วยการผลักดันให้สร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศเอง ฮาสแสดงท่าทีระมัดระวัง โดยมองว่าเมื่อพิจารณาต้นทุนมหาศาลและข้อจำกัดด้านแรงงานกับทรัพยากรแล้ว การสร้างแฟบในประเทศเองอาจไม่ใช่ทางเลือกที่จำเป็น
ท้ายที่สุด ความต้องการชิป AI ของอาร์มจะแปลงเป็นการขยายกำลังผลิตเซมิคอนดักเตอร์และการผลิตจริงได้หรือไม่ ยังต้องรอดูว่าซัพพลายเชนทั้งแฟบ การแพ็กเกจจิ้งขั้นปลาย และหน่วยความจำจะตามทันหรือไม่ คำให้สัมภาษณ์ครั้งนี้จึงเป็นการชี้ทั้งมุมมองบวกต่อความต้องการ AI ระยะยาว และข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ไปพร้อมกัน
ความคิดเห็น 0