Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

2.25 แสนล้านดอลลาร์ คาดยอดไอพีโอสหรัฐฯ ปี 2026 พุ่ง หุ้นใหม่ 5 แสนล้านดอลลาร์เสี่ยงทะลักตลาด

ตลาดเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) ทั่วโลกกลับมาคึกคักอีกครั้ง จนเกิดความกังวลว่าปริมาณหุ้นใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นโดยรวม ที่ฮ่องกง ยอดระดมทุนผ่านไอพีโอพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ดัชนีฮั่งเส็ง(Hang Seng Index) กลับปรับตัวลดลง ขณะที่ในสหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มว่าจะเห็นทั้งไอพีโอขนาดใหญ่และการปล่อยหุ้นเพิ่มเติมออกสู่ตลาดมากขึ้นเช่นกัน

ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง(HKEX) เปิดเผยว่าในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมปีนี้ มีการทำไอพีโอทั้งสิ้น 104 ครั้ง ระดมทุนรวมกันได้ 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนกว่าเท่าตัว แต่ดัชนีฮั่งเส็งซึ่งสะท้อนหุ้นขนาดใหญ่ของฮ่องกงกลับลดลงราว 1% นับตั้งแต่ต้นปี

สำนักข่าวอีโคโนมิสต์(The Economist) รายงานเมื่อวันที่ 8 (เวลาท้องถิ่น) ว่าทางการจีนคุมเข้มการออกหุ้นใหม่ในตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ ทำให้บริษัทจีนหลายแห่งหันไปจดทะเบียนที่ฮ่องกงแทน นอกจากนี้บริษัทจีนที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ทยอยเข้าจดทะเบียนซ้อน (Secondary Listing) ในฮ่องกงเพิ่มขึ้น นักวิเคราะห์มองว่าปรากฏการณ์นี้ทำให้เม็ดเงินลงทุนที่ควรไหลเข้าหุ้นเดิมถูก 'ดูด' ไปยังหุ้นไอพีโอใหม่แทน

ไอพีโอ คือกระบวนการที่บริษัทเอกชนนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นครั้งแรกเพื่อระดมทุน ถือเป็นโอกาสสำคัญที่บริษัทจะได้เงินทุนไปขยายธุรกิจ แต่หากมีการออกหุ้นใหม่จำนวนมากในช่วงเวลาสั้นๆ ก็อาจทำให้เงินลงทุนที่ไหลเข้าหุ้นที่จดทะเบียนอยู่เดิมกระจายตัวออกไป

กรณีของฮ่องกงสะท้อนให้เห็นว่าขนาดของตลาดไอพีโอที่ขยายตัวกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นเดิมไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป อย่างไรก็ตาม การที่ไอพีโอเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถสรุปได้ว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวลดลง ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับว่าตลาดสามารถ 'ดูดซับ' หุ้นใหม่ที่เข้ามาได้จริงหรือไม่

ฝั่งสหรัฐฯ มีกระแสข่าวการเข้าจดทะเบียนของบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่ง ทั้งสเปซเอ็กซ์(SpaceX), แอนโทรปิก(Anthropic) และโอเพนเอไอ(OpenAI) ทำให้ตลาดไอพีโอขนาดใหญ่ยังคงคึกคักต่อเนื่อง โกลด์แมนแซคส์เปิดเผยรายงานเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม (เวลาท้องถิ่น) ปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดระดมทุนไอพีโอในสหรัฐฯ ปี 2026 จากเดิม 1.6 แสนล้านดอลลาร์ เป็น 2.25 แสนล้านดอลลาร์

ตัวเลข 2.25 แสนล้านดอลลาร์นี้สูงกว่าสถิติเดิมในปี 2021 ที่ทำไว้ 1.15 แสนล้านดอลลาร์ ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานวิเคราะห์ว่าตลาดไอพีโอสหรัฐฯ กำลังกลับมาคึกคักอีกครั้งโดยมีดีลขนาดใหญ่เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

โกลด์แมนแซคส์ระบุว่า แม้บริษัทที่เข้าไอพีโอจะปล่อยหุ้นออกมาเพียงบางส่วนในวันจดทะเบียน แต่เมื่อรวมกับหุ้นที่จะพ้นช่วง 'ล็อกอัพ' (Lock-up) และทยอยออกสู่ตลาดในภายหลัง ปีนี้อาจมีหุ้นใหม่ไหลเข้าตลาดรวมกันสูงถึงราว 5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าต้องจับตาทั้งปริมาณหุ้นที่ออกใหม่และปริมาณหุ้นที่หมุนเวียนออกมาหลังจดทะเบียนไปพร้อมกัน

อีกตัวชี้วัดสำคัญด้านอุปสงค์-อุปทานคือ 'ปริมาณหุ้นสุทธิที่เพิ่มขึ้นในตลาด' ซึ่งคำนวณจากหุ้นที่ออกใหม่หักลบด้วยหุ้นที่หายไปจากตลาดผ่านการซื้อหุ้นคืน มีการประเมินว่าแนวโน้มติดลบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2003 อาจพลิกกลับมาเป็นบวกได้ในปีนี้

ตลอดสิบปีที่ผ่านมา หนึ่งในปัจจัยที่ถูกมองว่าช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ปรับตัวขึ้นคือปริมาณหุ้นในตลาดที่ค่อนข้างจำกัด หากโครงสร้างอุปทานหุ้นเปลี่ยนไป ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันใหม่ต่อภาวะอุปสงค์-อุปทานของตลาด โดยไม่เกี่ยวข้องกับผลประกอบการบริษัทหรือบรรยากาศการลงทุนโดยตรง

ทีมวิจัยของแมลคอล์ม เบเกอร์(Malcolm Baker) ศาสตราจารย์จากโรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ด(Harvard Business School) วิเคราะห์ข้อมูลตลาดหุ้นสหรัฐฯ ช่วงปี 1928-1997 และพบว่าบริษัทต่างๆ มักเพิ่มการออกหุ้นใหม่ก่อนที่ผลตอบแทนของหุ้นจะเริ่มลดลง งานวิจัยปี 2005 ของลูโบส พาสตอร์(Lubos Pastor) ศาสตราจารย์จากโรงเรียนธุรกิจมหาวิทยาลัยชิคาโก(University of Chicago Booth School of Business) ก็ให้ผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกัน

นักวิเคราะห์มองว่าบริษัทมักเลือกระดมทุนในช่วงที่มูลค่าบริษัทและความเชื่อมั่นนักลงทุนอยู่ในระดับสูง ทำให้ไอพีโอมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในช่วงปลายของภาวะตลาดขาขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ไอพีโอเพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวลดลงเสมอไป ยังต้องติดตามทั้งการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นหลังจดทะเบียนและความต้องการลงทุนของตลาดควบคู่กันไป

ริชาร์ด เบิร์นสไตน์(Richard Bernstein) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนมหภาคระดับโลกของจานัส เฮนเดอร์สัน กล่าวว่า "การออกหุ้นใหม่ในระดับที่ทำสถิติสูงสุดถือเป็นหนึ่งในสัญญาณคลาสสิกของภาวะฟองสบู่" คำกล่าวนี้สะท้อนความกังวลว่าปริมาณหุ้นใหม่ที่เพิ่มขึ้นอาจกลายเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงต่อตลาด

ในทางกลับกัน ไอพีโอขนาดใหญ่ก็มีบทบาทช่วยให้บริษัทระดมทุนได้มากขึ้น และเปิดโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต ดังนั้นประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดของไอพีโอเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าแรงซื้อในตลาดเดิมจะสามารถรองรับทั้งหุ้นที่ออกใหม่และหุ้นที่พ้นช่วงล็อกอัพได้มากน้อยเพียงใด

ปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางอุปสงค์-อุปทานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากนี้ไป จึงอยู่ที่ว่าดีลไอพีโอขนาดใหญ่ที่เป็นกระแสข่าวจะนำไปสู่การจดทะเบียนจริงมากน้อยแค่ไหน และหุ้นที่พ้นช่วงล็อกอัพหลังจดทะเบียนจะทยอยออกสู่ตลาดด้วยความเร็วเพียงใด

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1